แนวทางดำเนินชีวิต

889000000
บุคคลเกิดมาได้ดำเนินชีวิตเป็นไปอยู่ในโลกด้วยปัญญาที่มีติดตัวตั้งแต่เกิด ด้วยการสำเหนียกศึกษากำหนดจดจำจากบิดามารดาครูอาจารย์ ได้พินิจพิจารณาไตร่ตรองแล้วมารู้จักเหตุ คือมารู้จักว่า สิ่งนี้เป็นเหตุแห่งสุข สิ่งนี้เป็นเหตุแห่งทุกข์ แล้วงดเว้นไม่ประกอบสิ่งที่เป็นเหตุแห่งทุกข์เสีย ขวนขวายประกอบแต่สิ่งที่เป็นเหตุแห่งสุขอย่างสม่ำเสมอ

บุคคลผู้ที่เป็นบัณฑิตคือผู้ฉลาด ใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญไตร่ตรองด้วยอุบายที่แยบคายแล้ว มองเห็นเหตุที่เป็นข้อเปรียบเทียบพอเป็นแนวทางแห่งการดำเนินชีวิต 3 ประการ คือ

ประการที่ 1 มองเห็นความหมดสิ้นไปแห่งยาสำหรับหยอดตา ธรรมดายาหยอดตาสำหรับใช้หยอดบำบัดโรคตา ที่บรรจุในหลอด ถ้านำมาหยอดทีละหยดๆ นานไปน้ำยานั้นก็หมดไปจากหลอดที่บรรจุ เพราะไม่มีน้ำยาใหม่มาเพิ่มเติมฉันใด ทรัพย์สินเงินทองเครื่องอุปโภคบริโภคที่มีอยู่ หากบริโภคใช้สอยไปอย่างฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่ายแต่อย่างเดียว ไม่แสวงหามาเพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอแล้ว ก็ย่อมถึงความหมดสิ้นไปได้ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อจะใช้จ่ายทรัพย์สินสิ่งของเงินทองท่านก็ให้นึกถึงยาสำหรับหยอดเป็นเครื่องเตือนใจ

ประการที่ 2 มองเห็นการก่อขึ้นแห่งปลวกทั้งหลาย ปลวกนั้นเป็นสัตว์ที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ อาศัยความรักความสมัครสมานสามัคคีพร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกันคาบเอาดินตัวละเล็กตัวละน้อยมาทำที่อยู่อาศัยให้ใหญ่โตมั่นคงแข็งแรงได้ ข้อนี้ฉันใดบุคคลที่เกิดมาในโลกนี้ทุกคนจะอยู่โดดเดี่ยวเดียวดายไม่ได้ จะต้องอยู่รวมกันเป็นหมู่เป็นกลุ่ม ฐานเบื้องต้นคือครอบครัว แต่ละครอบครัวก็ขยายออกไปเป็นหมู่บ้าน หลายหมู่บ้านก็รวมเข้าเป็นตำบล หลายตำบลก็รวมเข้าเป็นอำเภอ หลายอำเภอก็รวมเข้าเป็นจังหวัด หลายจังหวัดก็รวมเข้าเป็นประเทศ แต่ละกลุ่มก็ต้องมีหัวหน้าปกครองดูแล ถ้าแต่ละคนในหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด หรือประเทศชาติ มีความรักสมัครสมานสามัคคีพร้อมเพรียงกัน ต่างมุ่งหน้าประกอบกิจทำงานตามหน้าที่ที่ตนมีที่ตนเป็น ดำรงชีวิตเป็นไปอย่างเรียบง่ายพอเหมาะพอควร ไม่ฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย เมื่อพื้นฐานของชีวิตมีความมั่นคงก็เป็นเหตุอุดหนุนให้หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด รวมถึงประเทศชาติ มีความมั่นคงไปด้วย ฉันนั้นเหมือนกัน

ประการที่ 3 มองเห็นการประมวลมาแห่งผึ้งทั้งหลาย ผึ้งเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ อยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ มีความสมัครสมานสามัคคีพร้อมเพรียงกัน ผึ้งแม้จะเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ ก็จริง แต่ก็มีความสามารถในการ ทำรัง ทำน้ำหวาน เมื่อมีอันตรายก็พร้อมใจกันต่อสู้ป้องกัน เพราะความสมัครสมานสามัคคีนั่นเอง ผึ้งจึงสามารถทำรังและน้ำหวาน ใหญ่โตได้ ข้อนี้ฉันใด บุคคลที่ได้อัตภาพเกิดมาเป็นมนุษย์มีจิตใจสูง ดำรงคงอยู่ในปฐมวัยก็ดี มัชฌิมวัยก็ดี ปัจฉิมวัยก็ดี มีรูปร่างผิวพรรณอ้วนผอมสูงต่ำดำขาวก็ตาม

ถ้าแต่ละคนมุ่งหน้าประกอบกิจการงานตามหน้าที่ของตน ตามกำลังความสามารถด้วยความพอใจรักการรักงาน มีความเพียรพยายามบากบั่นอย่างอาจหาญไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ มีจิตสนใจเอาใจจดจ่อต่องานที่ทำ ไม่ทอดทิ้งงาน และหมั่นตริตรอง พิจารณาหาเหตุผลในสิ่งที่ทำนั้น สามารถทำสิ่งเล็กให้ใหญ่ ทำสิ่งที่ใหญ่ให้เล็ก ทำสิ่งที่ยากให้ง่าย ทำสิ่งที่ง่ายให้เรียบร้อยยิ่งขึ้น ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน

เพราะฉะนั้นเมื่อบุคคลผู้ฉลาด รู้เหตุ รู้ผล รู้จักตน รู้จักความพอดีพอประมาณ รู้จักกาลเวลา รู้จักเลือกคบคนดีเป็นเพื่อนร่วมคิดเป็นมิตรร่วมใจ มองเห็นข้อเปรียบเทียบแล้วนำมาเป็นแนวทางดำเนินชีวิต เลี้ยงชีพแต่พอเหมาะพอสมกับรายได้ รู้จักประหยัด ชีวิตในการอยู่ครองเรือนก็จะมีความสุขโดยแท้

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด

โดย พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร

พึ่งตน พึ่งธรรมะ

777899996696

อัน คนเราเกิดมาในโลกนี้ไม่มีใครเลยที่จะไม่ได้รับความทุกข์ มีพุทธภาษิตในสคาถวรรค สังยุตตนิกายข้อหนึ่งว่า สัตว์โลกตั้งอยู่ในกองทุกข์ แท้จริงแล้วแม้ความเกิดนั่นเองก็จัดว่าเป็นทุกข์อย่างหนึ่งอยู่แล้ว ความทุกข์ไม่เป็นสิ่งที่เจริญใจ จึงไม่มีใครปรารถนา แต่ถึงไม่ปรารถนาก็จำต้องได้รับ ไม่มีทางจะหลีกหนีได้ ทุกข์จึงจัดเป็นภัย คือ น่ากลัว หากจะประมวลความกลัวของสัตว์โลกอันมีประการต่างๆ ทั้งหมด กล่าวโดยย่อก็คือกลัวทุกข์นี่เอง

ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของโลก เพราะเช่นนี้คนเกิดมาในโลกจึงเหมือนตกอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทร คนตกอยู่ในมหาสมุทรถ้าไม่ได้เครื่องชูชีพ หรือไม่ได้พบเกาะเป็นที่พึ่งพำนักอาศัย ก็อาจกล่าวได้ว่าผู้นั้นต้องตายอย่างแน่นอน คนเกิดมาในโลกนี้ก็ฉันนั้น ถ้าไม่มีที่พึ่งพำนักอาศัย ก็พึงกล่าวได้ว่าผู้นั้นต้องทุกข์ถึงตาย หรือทุกข์อย่างสาหัส

ในเบื้องต้นคนเราเกิดมาจำต้องพึ่งพาอาศัยมารดา บิดา ต่อมาก็พึ่งครูอาจารย์ในศิลปวิทยา พึ่งมิตรสหาย เป็นต้น แต่การพึ่งที่กล่าวมานี้จัดเป็นที่พึ่งภายนอก เป็นที่พึ่งได้ชั่วคราว และได้บางอย่าง ทั้งไม่แน่นอน ไม่มีมารดาบิดาคนไหนจะป้องกันบุตรธิดาไว้ไม่ให้แก่เจ็บหรือตาย ไม่ให้ได้รับผลร้ายแห่งความประพฤติชั่ว ไม่มีมารดาบิดาคนไหนจะปั้นบุตรธิดาให้เป็นคนดีได้ ถ้าเขาไม่ประพฤติด้วยตัวเขาเอง แม้แต่ครูอาจารย์ก็เช่นเดียวกัน ที่พึ่งที่แท้จริงนั้นพระพุทธองค์ทรงประสงค์เอาที่พึ่งภายใน อันเป็นที่พึ่งแน่นอน นั้นก็คือการพึ่งตน แท้จริงตนจัดว่าเป็นที่พึ่งภายใน เพราะอาจเป็นที่พึ่งได้แน่นอนเสมอไปทุกสมัยทุกประการ การพึ่งตนนั้นมิได้ประสงค์ว่าพึ่งสรีระร่างกาย เพราะสรีระร่างกายเป็นแต่เครื่องอาศัยชั่วคราว ไม่เป็นแก่นสารยั่งยืน อนึ่งอาจกล่าวแล้วว่า หัวใจแห่งการพึ่งอยู่ที่คุณความดี

ธรรมะเป็น สิ่งสำคัญก็จริง แต่ธรรมะที่อยู่ตามลำพังธรรมะย่อมไม่สำเร็จเป็นที่พึ่งอันใดได้ ต่อเมื่อบุคคลบำเพ็ญธรรมะนั้นให้มีขึ้นในตน จึงสำเร็จเป็นที่พึ่งได้ คงต้องอาศัยตนเป็นที่พึ่งอยู่นั่นเอง เปรียบเสมือนร่ม ที่อยู่ตามลำพัง หาสำเร็จประโยชน์ตามหน้าที่ไม่ ต่อเมื่อบุคคลนำมากางขึ้นจึงสำเร็จประโยชน์ในอันที่จะบังแดดและฝนได้ฉันนั้น เพราะเหตุนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสทั้งพึ่งตนและพึ่งธรรมะ

เพราะ ฉะนั้นควรที่ท่านสาธุชนทั้งหลายจะทำตนให้เป็นเกาะสรณะของตนด้วยธรรม จะได้เป็นผู้ชื่อว่ามีตนเป็นหลักฐาน มีกำลังพอต้านทานคลื่นคืออภิชชาโทมนัส ให้รอดพ้นจากวัฏฏมูลกทุกข์ในสังสารภัย บรรลุเกาะหรือฟากฝั่งอันเกษมสวัสดี หากอุปนิสัยอินทรีย์สามารถ ยังไม่อาจบรรลุธรรมที่สิ้นทุกข์ในปัจจุบัน ก็ยังได้สรณะนั้นเป็นเครื่องอุ่นใจในสังสารวัฏฏ์โอฆกันดาร จะเป็นผู้ถึงสถานอันไม่ต่ำทรามในปรปราภพ มีแต่จะได้ประสบความเจริญงอกงามไพบูลย์ยิ่งๆ ขึ้นไป

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด

โดย พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

อุปาทาน 4

89859590898485133051000

กามุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นในกาม

ทิฏฐุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นด้วยทิฏฐ​ิ

สีลัพพตุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นด้วยศีลว​ัตร

อัตตวาทุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นวาทะว่าต​น

อุปาทาน เป็นชื่อของกิเลสกลุ่มหนึ่ง​ ที่แสดงออกมาในลักษณะที่ยึด​มั่น ถือมั่น ด้วยอำนาจของกิเลสนั้น ๆ โดยความหมายทั่วไป อุปาทานก็คือ ความยึดมั่นถือมั่น ท่านแบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ

1.กามุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นในกาม คือการที่จิตเข้าไปยึดถือใน​วัตถุกามทั้ง5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันตนกำหนดว่าน่าใคร่ น่าปรารถนา น่าพอใจ ความยึดถือของจิตนั้นมีความ​รู้สึกว่า “นั่นเป็นของเรา” เช่นเห็นรูปสวยงามเข้า ก็อยากได้มาเป็นของตนด้วย อำนาจตัณหา เมื่อได้มาไว้ในครอบครองแล้​ว จะยึดมั่นถือมั่นว่า รูปนั่นของเรา ในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะย​ึดถือรูปเป็นต้น อย่างอื่นในทำนองเดียวกัน ความทุกข์ในชีวิตจะเกิดขึ้น​ เพราะการแสวงหา การครอบครอง การเปลี่ยนแปลง หรือพลัดพรากไปของวัตถุกามเ​หล่านั้น

2.ทิฏฐุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นด้วยอำนา​จทิฏฐิ คือ ความเห็นผิด เช่นยึดถือในลัทธิธรรมเนียม​ ความเชื่อถือต่าง ๆ ขาดการใช้ปัญญา พิจารณาหาเหตุผล เช่น ถือว่าการกระทำดี ชั่วไม่มี ความสุขความทุกข์ในชีวิตของ​คนไม่ได้เกิดมาจากเหตุอะไรท​ั้งสิ้น ไม่มีบุญบาป บิดา มารดา พระอริยบุคคลเป็นต้น ความยึดถือบางอย่างนอกจากจะ​ละได้อยากแล้ว ยังนำไปสู่การถกเถียง การแตกแยกกัน จนต้องประสบทุกข์ในอบายเพรา​ะทิฏฐุปาทานบางอย่าง

3.สีลัพพตุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นในศีลวัต​ร และข้อปฏิบัติต่าง ๆ ที่ตนประพฤติมาจนชินด้วยควา​มเข้าใจว่าขลัง ศักดิ์สิทธิ์ ถูกต้องเป็นต้น โดยทั่วไปเช่นการยึดติดในธร​รมเนียมบางอย่าง พิธีกรรมบางประเภท ถือฤกษ์ผานาที ทิศดีทิศไม่ดี วันดีวันร้าย จนถึงการถือวัตรปฏิบัติที่ง​มงายต่าง ๆ เช่น การทำตนเลียนแบบสุนัขบ้าง โคบ้าง โดยเข้าใจว่าจากการทำเช่นนั​้นทำให้ตนได้ประสบบุญ เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า จนถึงละสิ้นทุกข์เพราะการกร​ะทำเช่นนั้นเป็นต้น

4.อัตตวาทุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นวาทะว่าต​น โดยความหมายทั่วไป หมายถึงยึดถือในทำนองแบ่งเป​็นเรา เป็นเขา เป็นพวกเราพวกเขา จนถึงการยึดถือว่ามีตัวตนที​่เที่ยงแท้อยู่ ตนนั่นเองเป็นผู้มี ผู้รับ ผู้ไปในภพต่าง ๆ เสวยผลบุญบาปต่าง ๆ ที่ตนทำไว้ โดยขาดการมองตามความเป็นจริ​งว่าสรรพสิ่งทั้งหลายนั้น ล้วนแต่เกิดขึ้นเพราะการประ​ชุมพร้อมแห่งปัจจัยทั้งหลาย​เท่านั้น
อุปาทานทั้ง 4 ประการนี้ ที่ทรงแสดงไว้ในปฏิจสมุปบาท​นั้น อุปาทานอยู่ในฐานะเป็นปัจจุ​บันเหตุ ร่วมกับตัณหา และด้วยอำนาจแห่งอุปาทานนี้​เอง ที่ทำให้ได้ประสบความทุกข์ต​่าง ๆ ไม่ต้องกล่าวถึงในช่วงยาวอย​่างสังสารวัฏ แม้ในชีวิตประจำวันนี้เองจะ​พบว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นใ​นชีวิตนั้น โดยสรุปแล้วเกิดจาก ” การที่จิตคนไปยึดมั่นถือมั่​นในขันธ์ 5 ว่าของเรา เป็นเรา เป็นตัวตนของเรา ” กล่าวโดยสรุป ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 เป็นทุกข์

ดูใจเราก่อน สอนใจเราก่อน หัดปล่อยวางก่อน

8526416126

ดูใจเราก่อน สอนใจเราก่อน หัดปล่อยวางก่อน เมื่อจิตสงบแล้ว เมื่อจิตปกติแล้ว จึงค่อยพูด จึงค่อยออกความเห็น พูดด้วยเหตุ ด้วยผล ประกอบด้วยจิตเมตตา – กรุณา

ขณะมีอารมณ์อย่าเพิ่งพูด ทำให้เสียความรู้สึกของคนอื่น ทำให้เสียความรู้สึกของตัวเ​อง ไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร มักจะเสียประโยชน์ซ้ำไป เพราะฉะนั้น อยู่ที่ไหน อยูที่วัด อยู่ที่บ้าน ก็สงบ ๆ ไม่ต้องดูคนอื่นว่าเขาทำผิด ​ๆ ดูแต่ตัวเรา ระวังความรู้สึก ระวังอารมณ์ของเราเองให้มาก ​ๆ พยายามแก้ไข พัฒนาตัวเรา นั่นแหละ เห็นอะไรไม่ชอบ ไม่ชอบ ปล่อยไว้ก่อน

เรื่องคนอื่น พยายามอย่าให้เข้ามาในจิตใจ​เรา ถ้าไม่ระวัง ก็จะยุ่งแต่เรื่องของคนอื่น​ไปเรื่อยๆ หาเรื่องอยู่อย่างนั้น เอาเรื่องโน้นเรื่องนี้มาเป​็นเรื่องของเราหมด มีแต่ยินดี ยินร้าย พอใจ ไม่พอใจ ทั้งวัน อารมณ์มาก จิตไม่ปกติ ไม่สบาย ทั้งวัน ๆ ก็หมดแรง

ระวังนะ พยายามตามดูจิตของเรา รักษาจิตของเราให้เป็นปกติใ​ห้มาก ใครจะเป็นอะไร ใครจะทำอะไร ดีหรือไม่ดี เรื่องของเขา แม้เขาจะทำกับเรา ว่าเรา ก็เรื่องของเขา อย่าเอามาเป็นอารมณ์
อย่าเอามาเรื่องของเรา ดูใจของเรานั่นแหละ พัฒนาตัวเองนั่นแหละ ทำใจเราให้ปกติ สบายๆ มากๆ หัด – ฝึก ปล่อยวาง นั่นเอง ไม่มีอะไรหรอก ไม่มีอะไรสำคัญกว่าตามดูจิต​ของเรา คิดดี พูดดี ทำดี มีความสุข

(พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก)

หลวงพ่อดำ วัดท่าสุธาราม

45678657

หลวงพ่อดำ จันทสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าสุธาราม

วัดท่าสุธารามตั้งอยู่ หมู่ที่ 2 ตำบลตะโก อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร พระอธิการดำ (หลวงพ่อดำ) จันทสโร ชื่อเดิมเดิม ดำ สมขวัญ ชาติกำเนิด เกิดที่บ้านคลองโชน (ตะโกนอก) ในขณะนั้นยังเป็น หมู่ที่ ๓ ตำบลตะโก อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ผู้ให้กำเนิด นายขวัญ สมขวัญ หรือบิดาของหลวงพ่อดำ มีภรรยา ถึง ๓ คน ตามลำดับ ดังนี้

คนที่ ๑ นางหนู สมขวัญ มีลูกด้วยกัน ๑ คน คือ

-นายนุ้ยแก้ว สมขวัญ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

คนที่ ๒ นาวสุข สมขวัญ มีลูกด้วยกัน ๓ คน คือ

-นายบ่าว สมขวัญ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

-นางแดงน้อย สมขวัญ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

-นายดำ สมขวัญ (หลวงพ่อดำ จนทสโร)

คนที่ ๓ นางนุ้ย สมขวัญ มีลูกด้วยกัน ๔ คน คือ

-นายหีด (มอง) สมขวัญ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

-นางวอน สมขวัญ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

-นายใย สมขวัญ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

-นายบ่าว สมขวัญ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

หลวงพ่อดำ จันทสโร เป็นลูกคนที่ ๓ ของภรรยาคนที่ ๒ ของบิดา เด็กชายดำ สมขวัญได้ถือกำเนิดลืมตาดูโลกเมื่อ วันอังคาร เดือน ๕ ปีเถาะ ตรงกับวันที่ ๒๐ เดือน เมษายน พ.ศ. ๒๔๑๗ เมื่อสมัยเป็นเด็กก็ซุกซน ามประสาเด็กตามท้องไร่ท้องนา แต่มีอุปนิสัยแปลกกว่าเด็กทั่วไปอยู่อย่างหนึ่งคือ ชอบในทางวิชาคาถาอาคม เมื่อเติบโตพอที่จะเข้ารับการศึกษาได้ บิดาก็นำไปฝากกับพระอาจารย์ ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดท่าสุธาราม(สมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียนประชาบาล)ท่านพยายามศึกษาเล่าเรียน ภาษาไทย จนอ่านออกเขียนได้ และสนใจศึกษาเกี่ยวกับเวทย์มนต์ ต่าง ๆ ในทางป้องกันตัว

พอเข้าสู่วัยรุ่นก็ออกจากวัดไปอยู่บ้านประกอบอาชีพทำไร่ ไถนา ช่วยเหลือดามารดา ตามประของคนชนบท เมื่อกลับไปอยู่บ้านไม่นานนักก็เบื่อความจำเจของชีวิตในบ้านเกิดเพราะท่านไม่ชอบอยู่กับที่นาน ๆ ประกอบย่างเข้าสู่วัยรุ่น เป็นวัยที่อยากรู้ อยากลอง เพื่อหาประสบการณ์ให้แก่ชีวิต พออายุย่างเข้า 17 ปี ท่านก็อำลาบ้านเกิด ลาบิดามารดา ออกไปเผชิญชีวิตตามลำพัง โดยได้เดินทางไปยังจังหวัดระนอง เพื่อหางานทำ (สมัยนั้นต้องเดินทางด้วยเท้า) ตามประสาคนหนุ่มคะนอง พร้อมกันนั้นก็พยายามเสาะแสวงหาอาจารย์ดีๆที่มีเวทมนต์คาถาขลังๆ เพื่อศึกษาเพิ่มเติมท่านเล่าว่า ได้พบอาจารย์ที่มีขมังเวทย์วิทยาเป็นอย่างดี

ท่านจึงงมอบตนเข้าเป็นศิษย์ ศึกษา และปฏิบัติ โดยการอาบน้ำผสมสมุนไพร ศึกษาวิชาด้านการเล่นไฮโล ถั่ว โปป่น ไพ่หรือตามภาษาพูดว่า “วิชาศิลป์ทางนักเลง” (แต่มิใช่อันธพาล) ตากระนอง ท่านล่องให้ไป พังงา ภูเก็ต โดยการใช้การพนันเป็นอาชีพ อดบ้าง กินบ้าน จนบ้าง รวยบ้าง ไปตามเรื่องตามราวของวัยหนุ่ม คะนอง แต่ท่านไม่ชอบอยู่อย่างหนึ่ง คือไม่ชอบเพศตรงข้าม (ผู้หญิง) เหมือนวัยหนุ่มคนอื่นๆแม้กระนั้นก็หนีไม่พ้นธรรมชาติของมนุษย์ที่ยังมีกิเลสตัณหา ท่านเล่าว่า เคยมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนหนึ่งที่จังหวัดระนอง จนกระทั่งได้เสียกัน แต่มิได้อยู่ร่วมกันอย่างเปิดเผยเหมือนสามีภรรยาคู่อื่นๆ ต่อมาท่านทราบว่า ผู้หญิงคนนั้นเป็นใจและร่างกายให้กับชายอื่นอีก ด้วยความหึงหวงประกอบกับเป็นคนร้อนวิชา ท่านจึงได้ทำร้ายร่างกายผู้หญิงคนนั้น โดยการตัดนมออกเสียข้างหนึ่งแล้วท่านก็หลบหนีความผิดที่ได้กระทำขี้นไปอยู่ทีจังหวัดภูเก็ต และที่จังหวัดภูเก็ตท่านได้พบอาจารย์ที่เก่งทางคุณไสยวิทยายาสั่ง ท่านต้องการศึกษาวิชาคุณไสยกับอาจารย์ท่านนั้น แต่อาจารย์ไม่ยอมรับเพราะอาจารย์ท่านนั้นเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม แต่ท่านเป็นชาวพุทธ ผู้ที่จะเข้าเป็นศิษย์ของอาจารย์ท่านนั้น ต้องเข้าจารีตศาสนาอิสลามเสียก่อน ด้วยความอยากรู้อยากเรียรในวิชาแขนงนี้เป้นอย่างมากท่านจึงยอมเข้า จารีตประเพณีของอิสลาม โดยการเข้า “สุนัด” เมื่อเข้าสุนัดแล้วอาจารย์อิสลามจึงรับเป็นศิษย์สอนวิชาคุณไสยให้โดยมิได้ปิดบัง ท่านใช้ชีวิตร่อนเร่ไปเรี่อย ๆ บางครั้งท่านยังร่วมกับสมัคพรรพวก ข้ามแดนไปประกอบอาชีพ ถึงประเทศพม่า ท่านใช้ชีวิตวัยหนุ่ม เที่ยวไปในดินแดนตะวันตกตอนใต้ของประเทศไทย จนมีอายุได้ 22 ปีจะด้วยความเบื่อหน่ายในชีวิตฆราวาส หรือบุญบารมีทางพระพุทะศาสนา เขามาครอบครอง จิตใจ ก็มิอาจทราบได้ ่านจึงได้เดินทางจากจังหวัดภูเก็ตกลับมาจังหวัดระนอง แล้วมุ่งหน้าเข้ามาที่วัดละอุ่นเหนือ กิ่งอำเภอละอุ่น (สมัยนั้น) และเช้าบรรพชาอุปสมบทเป้นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา

ตั้งแต่บัดนั้น (พระอุปัชฌาย์ที่ให้การอุปสมบทท่านชื่ออะไร ข้าเจ้าจำไม่ได้เพราะท่านเล่าให้ฟังตั้งแต่ข้าพเจ้า อายะเพียง ๙ ขวบ)

ชีวิตในเพศบรรพชิต เมื่อท่านได้บรรพชาอุปสมบทในพระพุทะศาสนา ณ วัดละอุ่นเหนือแล้วท่านก็ได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน พระไตรปิฎก ปฏิบัติธรรมวินัย เพื่อความสงบแห่งจิตใจท่านเล่าว่าได้เคยเดินธุดงค์ข้ามไปยังประเทศพม่าเพื่อแสวงหา ความรู้เพิ่มเติมและนมัสการพระบรมธาตุชะเวดากอง และจำพรรษาอยู่ในประเทศพม่า จนท่านพูดภาษาพม่าได้อย่างคล่องแคล่ว

เมือเดินทางกลับประเทศไทย และจำพรรษาอยู่ที่วัดละอุ่นเหนือ จนได้ 8 พรรษา ท่านได้ระลึกถึงโยมบิดา โยมมารดา ญาติพี่น้อง และบ้านเกิดเมืองนอนที่ตะโก เพราะท่านได้จากไปตั้งแต่ อายุ 17 ปีจนบรรพชา อุปสมบท แล้ว ถึง 8 พรรษา ไม่เคยย่างกรายกลับมาบ้านเลย เมื่อกลับมาถึงตะโก เยี่ยมโยมพ่อ โยมแม่ ฐาติพี่น้องพอสมควรแก่เวลา ท่านก็จะเดินทางกลับ

ไปวัดตะโกนอกเพราะขณะนั้น เป็นวัดร้างอยู่ ท่านขัดความตั้งใจจริงของโยมพ่อ โยมแม่ และพี่น้องไม่ได้จึงต้องอยู่จำพรรษา

ที่วัดตะโกนอก ตามคำขอร้อง เมื่อท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดตะโกนอก ท่านก็ได้พัฒนาหมู่บ้าน และพัฒนาด้านการศึกษาของ อนุชนในหมู่บ้าน โดยการสร้างโรงเรียนประชาบาล ขึ้นที่วัดตะโกนอก (ปัจจุบัน วัดตะโกนอกเป็นวัดร้าง และโรงเรียนก็ย้ายไปสร้างที่โรงเรียนวัดผุสดีภูผาราม)ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดตะโกนอก จนได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส และเป็นเจ้าคณะแขวง (ตำบล)ตะโก จนถึง พ.ศ. 2478 ท่านได้รับนิมนต์จากชาวบ้านท่า เพราะที่วัดท่าได้ว่างเจ้าอาวาส เนื่องจากพระอธิการพัน อินทสุวณโณ เจ้าอาวาสวัดท่ารูปเดิมได้มรณภาพลง

ท่านจึงมาจำพรรษา เป็นเจ้าอาวาสวัดท่าสุธาราม จนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต เมื่อวันพุธ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๘ ตรงกับ วันที่ ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๗

วัดท่าสุธารามก่อนที่ท่านจะได้ติดตามประวัติชีวิต หลวงพ่อดำ จนฺทสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าสุธารรามต่อไป

ขอย้อนกล่าวประวัติความเป็นมาของวัดท่าสุธารม ตามที่พอจะสืบทราบได้เพียงน้อยนิด เสียก่อน เพื่อจะได้เชื่อมโยงกับชีวประวัติหลวงพ่อดำต่อไป

วัดท่าสุธาราม แต่ก่อนนั้น เรียกชื่อว่า ” วัดหัวท่า ” ตามที่ผู้เฒ่าผู้แก่ในสมัยก่อนได้เคยเล่าให้ฟังว่าวัดหัวท่า เป็นท่าจอดเรือของชาวบ้านที่สัญจรไปมา หรือนำสินค้าจากต่างเมืองมาขายในละแวกบ้านท่าเพราะสมัยก่อนการคมนาคมที่สะดวกที่สุมีแต่ทางเรือเท่านั้น เนื่องจากที่วัดท่ามีลำคลองที่ใหญ่ และยาวที่สุดในตะดกไหลผ่าน คือ “คลองเพรา” เมื่อคนต่างถิ่นที่เดินทางมาบ้านท่าตะดก จะต้องมาจอดเรือที่หน้าวัดท่า(ในสมัยข้าพเจ้าเป็นเด็กยังจำได้ว่า มีเรื่อใบสามหลักมาจอดส่งสินค้าที่หน้าวัดท่า พวกทำไม้ซุงก็ใช้คลองเพราะแห่งนี้ ล่องไม้ซุงไปโรงเลื่อยปากน้ำตะโก มิใช่ตื้นเชินเหมือนทุกวันนี้ ) ต่อมาชื่อ “วัดหัวท่า”

ได้เพี้ยนไปคงเหลือแต่คำว่า “วัดท่า” และได้มาเพิ่มชื่อเป็น “วัดท่าสุธาราม” เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๔วัดหัวท่า หรือวัดท่า หรือวัดท่าสุธาราม สร้างเป็นวัดขึ้นมาสมัยใดไม่มีมีใครอาจทราบได้แน่ชัด ข้าพเจ้า เคยถามคนแก่ ๆ ที่มีอายุ ๙๐ ปี ขึ้นไป ก็ไม่อาจทราบได้ รู้แต่เพียงว่าเมื่อเขาเติบโตขึ้นมาก็มีวัดท่าแห่งนี้แล้ว เพียงแต่พอทราบเป็นเลา ๆ ว่าเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดท่ามีชื่อว่า”พ่อท่านปลิ้น” พื้นแพเดิมเป็นคนนครศรีธรรมราช ต่อมาจากพ่อท่านปลิ้น ก็มีเจ้าอาวาส อีกรูปหนึ่งซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “พ่อคุณ” เป็นพระอุปัชฌาย์ ด้วย ไม่ทราบว่าท่านพ่อคุณเป็นคนที่ไหน เป็นเจ้าอาวาสกี่ปี ไม่มีใครยืนยันแน่ชัด ต่อมามีเจ้าอาวาสอีกรูปหนึ่งมีชื่อว่า “พระครูแดง” เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านไปเสียชีวิตในทะเล เมื่อคราวเดินเข้าบางกอกโดยทางเรือ ได้ถูกพายุเรือล่ม ท่านเสียชีวิตในทะเล ชาวบ้านจึงเรียกนามท่านในสมัยต่อมาว่า “หลวงพ่อแดงตกเล”ต่อจากหลวงพ่อแดง ไม่มีเจ้าอาวาสอยู่อีก วัดท่าจึงกลายเป็นวัดร้าง ระยะหนึ่ง

จนถึงสมัยพระอธิการขำ ปุญมณี ได้มาจำพรรษาบูรณะซ่อมแซม ก่อสร้างวัดท่าขึ้นใหม่ อีกครั้ง ท่านได้สร้างศาลาธรรมขึ้น และเปิดสอนหนังสือให้แก่อนุชนในหมู่บ้านเท่าที่จำเป็นครั้งแรกนักเรียนรุ่นแรก ที่ข้าพเจ้า พอจะทราบจากการบอกเล่าของคุณพ่อ ที่ข้าพเจ้า จำได้มี นายเกตุ อารีย์ นายแดง (หมื่นรักษ์บุญร่วม) นายคลิ้ง ฐิตะฐาน (หลวงวิศลวิธีกัลป์) โดยพระอธิการขำ เป็นครูสอนเอง ต่อมามี ครูวรรณ พรหมจรรย์ เป็นครูสอนอีกคนหนึ่ง

พระอธิการขำ ปุญมณี ท่านมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในด้านการศึกษา ท่านเห็นว่าที่ดินของวัดท่ามีน้อย คงไม่เพียงพอกับการขยายการศึกษาในกว้างขวางชึ้นได้ ท่านจึงได้ไปจับจองที่ดินที่ใกล้วัดควน ไว้เป็นที่สำหรับสร้างโรงเรียนโดยเฉพาะ จำนวน ๑๐๐ ไร่ (ปัจจุบันยังเหลือเพียง ๗๓ ไร่) ท่านได้เล็งเห็นการณ์ไกลว่าต่อไปภายหน้าการศึกษาจะต้องกว้างไกลขึ้น ต้องใช้สถานที่มากพอสมควร ในการที่จะขยับขยาย อาคารเรียนออกไปแต่ท่านยังไม่ทันที่จะขยับขยายอาคารเรียนใหม่ ท่านก็ได้ มรณภาพเสียก่อน ที่ดินของวัดควนเสาธง หมู่ ๙ ตำบลตะโก จึงเป็นทิ่ดินสำหรับโรงเรียนวัดท่าสุธารามมาถึงปัจจุบันนี้เมื่อ พระอธิการขำ ปุญมณี เจ้าอาวาสวัดท่าในสมัยนั้นมรณภาพลง วัดท่าจึงว่างเจ้าอาวาสอีกวาระหนึ่งชาวบ้านท่าจึงได้พร้อมใจกันไปนิมนต์ พระอธิการพันอินทสุวณโณ ซึ่งจำพรรษาอยู่ทีวัดแหลมปอ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ มาเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าต่อไป พระอธิการพัน อินทสุวณโณ ได้ปรับปรุงซ่อมแซมเสนาสนะที่ชำรุดทรุดโทรม เช่น ศาลาโรงธรรม โรงอุโบสถ กุฏิ และริเริ่มสร้างอาคารเรียนโรงเรียนวัดท่าชึ้นในที่ดินของชาวบ้านใกล้วัดทางด้านทิศใต้ ซึ่งมีจิตศรัทธา อุทิศเป็นที่สร้างอาคารเรียนโรงเรียน สร้างเสร็จ และเปิดทำการสอน เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๔ (ในที่ซึ่งอาคารเรียนโรงเรียนชุมชนวัดท่าสุธารามปัจจุบัน อันมีต้อนมะขามเฒ่าเป็นสัญลักษณ์ )แต่การสร้างอุโบสถของท่านยังไม่ทันเสร็จสมบูรณ์ ท่านก็มรณภาพเสียก่อน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗รวมระยะเวลาที่พระอธิการพัน มาจำพรรษาอยู่ที่วัดท่า เป็นระยะเวลา ๑๗ ปีเมื่อ พระอธิการพัน อินทสุวณโณ มรณภาพลง วัดท่าก็ว่างเจ้าอาวาสอีกครั้ง บรรดาชาวบ้านท่าจึงได้ยกขบวนกันไปนิมนต์ พระอธิการดำ จนฺทสโร ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดตะโกนอกมาเป็นอาวาส ต่อไป

เมื่อท่านได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดท่า ท่านก็ได้ดำเนินการสานต่อในการสร้าง อุโบสถสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ท่านได้พัฒนาวัดวาอาราม ให้มีความเจริญ รุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ ทั้งทางด้านวัตถุ และพัฒนาจิตใจของชาวพุทธ ให้มีความแจ่มแจ้งขึ้น ในสมัยที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าท่านได้รับความเคารพนับถือจากชาวบ้านทั้งใกล้ และไกลเป็นอย่างมาก จะสังเกตได้จากเวลาที่วัดท่ามีการมีงานวัด หรืองานเทศกาลต่างๆ ประชาชน ทั้งบ้านใกล้บ้านไกลจะมาร่วมงานกันอ่างล้นหลามโดยไม่ต้องกะเกณฑ์ เพียงแต่ขอให้รู้ว่า วัดท่าจะมีงานเท่านั้น เขาจะแห่แหนกันมาช่วยเหลือทันที สำหรับตัวท่านมีสัมมาปฏิบัติที่สูงส่ง มีพร้อมทั้งเมตตา กรุณา และวางอุเบกขา เพราะบุญบารมีที่ท่านบำเพ็ญมาตลอดนี้เอง จึงทำให้ท่าน “ศักดิ์สิทธิ์” ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ โอยเฉพาะความมี “วาจาสิทธิ์” ของท่านทำให้ผู้รับฟังเคารพนับถือมาก เพราะถ้าพุดอะไรออกไป มักจะเป็นจริงตามคำพูดของท่าน ดังตัวอย่างที่จะหยิบยกมาให้ท่านรับทราบเป็นบางเรื่องดังนี้ด้านวาจาสิทธิ์

เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ หรือสงครามมหาเอเซียบูรพา ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ฝ่ายทหารญี่ปุ่นอันเป็นลูกจักรพรรดิ์หวังจะครองโลก ได้ยกพลขึ้นบกประเทศไทย เพื่อขอผ่านทัพไปตีพม่า มาเลเซีย สิงคโปร์ ประเทศไทยซึ่งมีกำลังน้อยจะต้านทานไม่ไหว จึงยอมเป็นพันธมิตร ฝ่ายสัมพันธมิตรตรงกันข้ามอันมีอเมริกาเป็นพี่เบิ้ม ได้ตามล้างตามผลาญทหารญี่ปุ่นไปทุกหัวระแหง โดยการทิ้งระเบิดตัดเส้นทางคมนาคม และจุดที่ตั้งของกองทหารญี่ปุ่น ที่ตำบลตะโก โดนทิ้งระเบิดสะพานโค้ง เมื่อ เดือน ธันวาคม ๒๔๘๘ ที่วัดท่าก็มีกองทหารญี่ปุ่นมาตั้งกองร้อยอยู่ด้วยทำให้เป็นที่หวาดกลัวของชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง เพราะวัดอยู่ห่างจากจุดยุทธศาสตร์ เพียง ๕๐๐ – ๖๐๐ เมตรเท่านั้น ชาวบ้านได้นิมนต์ให้หลวงพ่อหลบภัยสงครามไปอยู่ที่อื่นเสียก่อน แต่ท่านไม่ยอมไป และบอกว่า “ที่วัดท่าอย่าว่าแต่ลูกระเบิดเลย แม้แต่สะเก็ดระเบิด หรือลูกปืนจะไม่ถูกสิ่งใดให้ได้รับความเสียหาย พวกเจ้าจงหลบไปก่อนเถิด เพื่อความปลอดภัย เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ไม่ต้องห่วงข้า” และก็เป็นจริงอย่างที่ท่านบอก เมื่อเครื่องบินพันธมิตรมาทิ้งระเบิดสะพานโค้งรถไฟ และยิงกราดด้วยปืนกลอากาศ เพื่อฆ่าพวกทหารญี่ปุ่นสะเก็ดระเบิด หรือลูกปืนไม่เคยพลัดตกลงในวัดเลย ส่วนบ้านใกล้วัดโดนกันหมดทุกบ้าน(แม้แต่บ้านข้าพเจ้าก็ถูกสะเก็ดระเบิด และคมลูกปืนพรุนไปหมดทั้งบ้าน)เมื่อชาวบ้านได้เห็นอภินิหารเช่นนั้น เมื่อเครื่องบินมาโจมตีครั้งหกลังๆ ก็แห่กันมาหลบภัยกันอยู่ในวัดแม้แต่ทหารญี่ปุ่นเองก็แห่กันมาหลบภัยกันอยู่ในวัดเช่นกันด้านการวางเฉย หรืออุเบกขา ตามที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วว่าท่านมีปฏิปทาในอุเบกขาญาณ หรือความวางเฉยในเหตุการต่างๆเกือบทกกรณี มีอยู่วันหนึ่งพระครูวิชัยธารโสภณ(สมณศักดิ์)ในสมัยนั้นซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดต้นกุล หลังสวน ได้เดินทางมาหาท่านที่วัดท่า จะเป็นเพราะเหตุใดไม่อาจทราบได้พระครูวิชัยธารโสภณ ได้ท้าหลวงพ่อให้นอนแข่งกันว่าใครจะนอนได้นานที่สุด โดยมีกติกาว่า เมื่อเริ่มนอนแล้วจะไม่ลุกขึ้นนั่งหรือยืนเดินทุกอย่าง ภัตตาหารก็ไม่ต้องฉัน ถ่ายหนักหรือถ่ายเบาไม่เอาทั้งนั้นถ้าใครลุกก่อนถือเป็นแพ้ หลวงพ่อถามพระครูวิชย ว่า”ท่านจะทนได้หรือ” พระครูวิชัย ตอบว่า ” ก็ลองดูกันก่อน” หลวงพ่อจึงตอบตกลง เมื่อฉันภัตตาหารเช้าเรียบร้อยแล้วก็เริ่มนอนจะหลับหรือตื่นไม่สำคัญ ขอให้นอนอย่างเดียว ผลปรากฏออกมาว่าพระครูวิชัยธารโสภณนอนได้ ๒ วัน กับ ๑ คืนเท่านั้นก็ยอมแพ้ ส่วนหลวงพ่อนอนได้ ๓ วัน ๓ คืนโดยอาหารไม่ตกถึงท้อง ถ่ายหนักถ่ายเบาไม่ต้องถ่ายมีอยู่อย่างเดียวที่ท่านขาดไม่ได้คือ หมาก และข้าพเจ้าเป็นผู้จีบหมาก จีบพลูถวายท่านเป็นระยะ เมื่อท่านต้องการ พระครูวิชัยฯ ลุกขึ้นกราบและสารภาพว่า” กระผมยอมแพ้ครับ” หากเป็นคนธรรมดาอย่างเราท่านๆจะทำได้ไหม นอนเฉยๆ ไม่กิน ไม่ถ่าย ไม่ลุก ข้าพเจ้าเชื่อว่าผู้ที่ไม่เคยฝึกปฏิบัติญาณสมาบัติคงจะทำไม่ได้ แต่หลวงพ่อทำได้ทางด้านการอยู่ยงคงกระพัน รั้งหนึ่งทางข้าราชการได้ประกาศให้ทุกคนฉีดวัคซีน ป้องกันอหิวาตกโรคเนื่องจากโรคอหิวาระบาดเกือบทั่วประเทศ แม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้าก็ไม่เว้น หมอจะออกบริการฉีดวัคซีนตามที่ต่างๆ เช่น โรงเรียน สถานีรถไฟ ซึ่งสมันนั้นต้องอาศัยทางรถไฟทางเดียววันนั้นข้าพเจ้าจำได้ว่า หลวงพ่อได้ไปสถานีรถไฟ เพื่อจะเดินทางไปวัดขันเงิน หลังสวน ระหว่างที่ไปรอรถไฟอยู่นั้น เจ้าหน้าที่อนามัยเขาก็บริการฉีดวัคซีนให้แก่ทุกคน ทีจะไปขึ้นรถไฟ เมื่อถึงคิวหลวงพ่อ หมอปักเข็มลงไป กดเท่าไหร่ก็ไม่เข้า จนเข็มหักหมอตกใจ แต่ยังสงสัยว่าเข็มเล่มนั้นคงจะไม่คม จึงเปลี่ยนเข็มใหม่ที่ยังไม่เคยใช้เลย ผลปรากฏว่า ปักไม่เข้าหมอยกมือไหว้แล้วถามว่า “จะทำอย่างไรหลวงพ่อ” หลวงพ่อจึงพยักหน้าแล้วบอกว่า “ฉีดเถอะ”พอหมอปักเข็มฉีดใหม่ก็ฉีดได้เหมือนบุคคลทั่วไป ตามที่เล่ามานี้พอเป็นอุทาหรณ์แห่งปาติหาริย์ของหลวงพ่อ ที่ข้าพเจ้าได้ประสบมากับตนเองและยังมีอีกหลายเรื่อง

ในปาติหารย์ของท่านแต่จะไม่เล่าในที่นี้เพราะเนื้อที่จำกัดในบั้นปลายของชีวิต ของหลวงพ่อดำ จันทสโร ท่านได้ปล่อยวางหมดทุกสิ่งทุกอย่างการบริหารภายในวัด ท่านมอบให้พระปลัดสุพิย์ สิริมงคโล(สมัยนั้น) เป็นผู้บริหารรับภาระธุระในการพัฒนา ทั้งภายใน และภายนอก และหลวงพ่อดำ ท่านมีโรคประจำตัวอยู่อย่างหนึ่ง คือ โรคกระเพาะอาหาร ท่านต้องฉันภัตตาหารที่อ่อนๆ และเหลวๆอยู่เป็นประจำ เช่นข้าวต้ม ท่านเคยบอกข้าพเจ้าว่า “วิชาเกี่ยวกับมนต์คาถา หรือไสยเวทย์ อิทธิฤทธิ์อิทธิเดช ถ้าไม่จำเป็นอย่าเรียนหรือฝึกฝนเลย เพราะเป็นของร้อนทำกินไม่เกิด ดูเช่นหลวงพ่อนี้ดีแต่เป็นพระ ถ้าเป็นฆราวาส คงไม่มีหลักแหล่งจะอาศัย เพราะคนที่ศึกษาทางนี้จะเป็นคนใจร้อนมุทะลุดุดันเก่งกว่าใครเข แล้วจะเอาตัวไม่รอด” สำหรับอุปนิสัยโดยทั่วไปของหลวงพ่อดำท่านเป็นคนชอบเด็กๆโดยเฉพาะเด็กๆจะเห็นได้ว่าในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่หลวงพ่อท่านจะเรียกเด็กนักเรียนมาและแจกขนมให้ทานในตอนกลางวันเป็นประจำ สิ่งที่ท่านชอบฉันมากที่สุดคือขนมเปีย และเสียงประทัด ส่วนการละเล่นพื้นเมืองท่านชอบคือ มโนราห์ ฉะนั้นบรรดาชาวบ้านขอให้ท่านช่วยเหลือ มักถวาย ขนมเปีย และเสียงประทัด เป็นประจำตั้งแต่ท่านมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ แม้ท่านมรณภาพไปนานแต่ดวงวิญญาณของท่านก็ยังเป็นที่พึ่งทาง ใจของพวกเราชาวตะโกและคนที่ไปสักการะ กิตติศัพท์ของทลวงพ่อได้ลือกระฉ่อนไปไกลแม้แต่เมืองฝรั่ง ยังรู้กิตติศัพท์ความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน

ชีวประวัติของหลวงพ่อดำ จันทสโร ตามที่ข้าพเจ้าได้เก็บรวบรวมและเรียบเรียงไว้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่รุ่นต่อๆไป

ท่านผู้อ่านที่มีเกีรติทุกท่านที่ได้อ่านชีวประวัติของหลวงพ่อดำ จันทสโร ที่ข้าพเจ้าได้เรียบเรียงไว้ทังหมดนั้น มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น(ชีวประวัติของท่านน่าศึกษาอีกมาก) เนื่องจากข้าพเจ้าได้เขียนมาจากคำบอกเล่าของหลวงพ่อบวกกับความทรงจำของข้าพเจ้า ที่ได้ประสบพบเห็นได้ด้วยข้าพเจ้าเอง ในขณะที่ได้มารับใช้หลวงพ่อในชีวิตบั้นปลายของท่าน ซึ่งในขณะนั้นท่านก็ชรามากแล้ว อาจจะขาดตกบกพร่องอยู่บ้างในบางส่วน ก็ต้องขออภัยไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย

เขียนโดย ประสงค์ บุญร่วม

เรียบเรียงโดย อ้น ระโนด

พ่อท่านคลิ้ง จันทสิริ วัดถลุงทอง จังหวัดนครศรีธรรมราช

1111112
“พระครูภาวนาภิรมย์” หรือ “พ่อท่านคลิ้ง จันทสิริ” อดีตเจ้าอาวาสวัดถลุงทอง อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช เป็นพระเกจิดังแห่งแ`ปักษ์ใต้ ซึ่งเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวเมืองคอนและชาวใต้ มีอายุยืนยาวถึง 5 แผ่นดิน

ประวัติพ่อท่านคลิ้ง เกิดในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อวันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม 2429 ณ บ้านถลุงทอง หมู่ที่ 1 ต.หินตก อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช เป็นบุตรชายคนเดียวของนายแก้วและนางพุ่ม ฉิมแป้น

พ่อท่านคลิ้ง เมื่ออายุ 7 ขวบ บิดาส่งไปเรียนรู้อยู่ในความดูแลของพระอุปัชฌาย์ขำ วัดถลุงทอง จนกระทั่งบรรพชาเมื่ออายุ 12 ปี โดยได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้หลายแขนง ทั้งด้านวิทยาคม ตำรายาโบราณ

อายุ 20 ปี อุปสมบทตรงกับวันที่ 23 พฤษภาคม 2449 พระอาจารย์ขำ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์เอียด วัดป่าตอ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายา “จันทสิริ”

ช่วงพรรษาต้น ศึกษาเพิ่มเติมจากพระอาจารย์เอียด ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศทางด้านการทำน้ำมนต์และด้านพรหมศาสตร์ ดูฤกษ์ยามแม่นดังจับวาง ทำให้พ่อท่านคลิ้งได้วิชามาแบบเต็มๆ

เมื่อพระอาจารย์ขำมรณภาพ ท่านจึงรับภาระหน้าที่เจ้าอาวาสวัดถลุงทองสืบมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2496 โดยได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูภาวนาภิรมย์ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2521

กล่าวสำหรับ “วัดถลุงทอง” เป็นวัดที่เงียบสงบอยู่ห่างจากถนนเอเชียสายหลัก ระหว่างร่อนพิบูลย์-นครศรี ธรรมราช เข้าไปประมาณ 9 กิโลเมตร ระหว่างทางจะผ่านสวนผลไม้ ไร่นาและบ้านของชาวบ้าน บริเวณวัดสงบร่มเย็น อยู่ใกล้กับเทือกเขา ชาวบ้านบริเวณนั้นจะนับถือพ่อท่านคลิ้งมาก เพราะท่านเป็นพระที่มีเมตตาต่อทุกๆ คน

ด้านวัตถุมงคล พ่อท่านคลิ้งจัดสร้างไว้หลายชนิด เช่น เหรียญ ลูกอมชานหมาก และพระปิดตาเนื้อผงผสมว่าน เป็นต้น ว่ากันว่าวัตถุมงคลของท่านโดดเด่นทางด้านเมตตามหานิยม โภคทรัพย์ แคล้วคลาด

วัตถุมงคลประเภทเหรียญที่ถือว่าเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมมากก็คือ “เหรียญปั๊มรูปเหมือน” สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2521

เหรียญพ่อท่านคลิ้งนับว่าเป็นสิริมงคล อันสูงสุด เพราะเป็นเหรียญที่มีอักษรพระปรมาภิไธย ภปร

ซึ่งในวงการสะสมบูชาพระเครื่องล้วน เป็นที่นิยม

นอกจากเหรียญดังกล่าวแล้ว ยังมีของดีที่มากด้วยประสบการณ์อีกชนิดหนึ่ง คือ “พระปิดตาราเมศวร์”

เป็นพระปิดตาที่สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2525 เนื่องในโอกาสทำบุญครบ 6 รอบ พระเจ้า วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศร์ พระบิดา ถวายให้ พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง อธิษฐานจิตปลุกเสก

ตลอดช่วงชีวิตในร่มกาสาวพัสตร์ 86 ปี ของท่าน เปี่ยมไปด้วยความเมตตาต่อผู้ไปกราบนมัสการ กล่าวในด้านความศักดิ์สิทธิ์ของพ่อท่านคลิ้งนั้น ในสมัยที่ “พ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน” ยังดำรงขันธ์อยู่ เมื่อชาวอำเภอร่อนพิบูลย์ไปกราบนมัสการท่านถึงวัดสวนขัน ท่านมักกล่าวว่า “ทีหลังไม่ต้องมาไกลถึงนี้หรอก ไปหาท่านคลิ้งนั้นแหละ ท่านคลิ้งให้พรดีเหมือนฉัน”

จนกระทั่งวันที่ 21 มกราคม 2533 จึงละสังขารด้วยวัย 104 ปี พรรษา 84

หลวงพ่อสนิท ยสินธโร วัดลำบัวลอย จังหวัดนครนายก

77798
ประวัติ หลวงพ่อสนิท วัดลำบัวลอย นามเดิมของท่านคือ สนิท นามสกุล มีพงษ์ เกิดเมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2468 ( ในแผ่นดินรัชกาลที่ 6 ) ณ. บ้านบางกุ้ง ต.บางกุ้ง อ.ศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี เมื่อครบอายุบวชท่านได้อุปสมบทที่วัดท่าเรือ เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2491 โดยมีท่านพระครูอุทัยธรรมธารี(หลวงพ่อตี่ สุริยวงศ์สวัสดี) วัดท้าวอู่ทอง จ.ปราจีนบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการจรูญ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการทองพูนเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ยสินธโร”

ประวัติการศึกษาของหลวงพ่อสนิท

เมื่ออุปสมบทแล้วท่านได้เดินทางกลับมายังวัดลำบัวลอย และเป็นยุคที่วัดเสื่อมโทรมที่สุด เพราะเจ้าอาวาสองค์เก่าได้ลาสิกขาไป เหลือแต่บรรดาพระภิกษุหนุ่ม และสามเณรน้อยดูแลความประพฤติกันเอง โดยมีภิกษุเพียง 2 พรรษาเป็นผู้ควบคุมดูแลหมู่คณะ เมื่อครั้งที่ท่านยังเป็นพระภิกษุหนุ่มท่านก็มิได้นิ่งนอน ทำวัตรสวดมนต์เสร็จกิจก็ท่องเจ็ดตำนาน สิบสองตำนาน ครบถ้วนกระบวนความเป็นเครื่องยังชีพ ที่ต้องไปสวดร้องท่องบ่นฉลองศรัทธาที่มานิมนต์ นอกจากท่านร่ำเรียนเจ็ดตำนาน สิบสองตำนานแล้ว หลวงพ่อท่านยังค้นคว้าร่ำเรียนพระธรรมวินัย อันเป็นคำสั่งสอนเวไนยสัตว์ให้หลุดพ้นจากกิเลส เครื่องตรึงรัดมัดใจ ให้หลงในลาภสักการะและยศถาบรรดาศักดิ์ต่างๆ และเรียนรู้กฏระเบียบแห่งการปกครอง และคำบัญญัติข้อห้ามของพระภิกษุ-สามเณร แต่ว่าสอบนักธรรมในพรรษาแรกไม่ได้

ประวัติด้านการศึกษาพระเวทย์

ในปี 2496 หลังจากหลวงพ่อสนิทอุปสมบทได้ 6 พรรษา ซึ่ง หลวงพ่อสนิท วัดลำบัวลอย ท่านได้สอนพระภิกษุ-สามเณรในวัด จนสอบนักธรรมตรีได้หลายองค์ ทางพระเถระชั้นผู้ใหญ่จึงให้หลวงพ่อสนิทท่านสอบนักธรรมสนามหลวง หลวงพ่อสนิทท่านจึงสอบนักธรรมสนามหลวงผ่านถึงนักธรรมชั้นโท ในปีหลังๆต่อมาท่านก็ไม่ได้ไปสอบอีกต่อไป คงรับหน้าที่อบรมสั่งสอนพระลูกศิษย์ลูกหาเสมอมา

เกี่ยวกับทางด้านการศึกษาค้นค้าทางด้านพุทธาคม เนื่องจากหลวงพ่อสนิทท่านสนใจทางไสยศาสตร์และโหราศาสตร์ได้เสาะแสวงหาอาจารย์ร่ำเรียนคัมภีร์ เลขยันต์ เวทมนต์ คาถาอาคมขลังสรรพวิยาคุณต่างๆจนแตกฉาน ชำนิชนาญด้านสรรพคุณไสยด้านถูกกระทำย่ำยีจากศัตรู รู้รอบด้านการแก้สรรพพิษ ยาเบื่อ ยาเมา และยาสั่ง จาก “ หลวงพ่อดำ วัดกุฎิ ” เกจิอาจารย์ผู้เรืองวิทยาคม เป็นเจ้าตำรับผู้สร้าง พระปิดตา เนื้อตะกั่วดำ พิมพ์ปักเป้า อันลือชื่อด้านการป้องกันพิษยาสั่ง และคงกระพันชาตรี

ศิษย์อาจารย์เส็ง ซื่อสัตย์ วัดสันทรีย์

เมื่อครั้งสมัยหนุ่มแน่นนั้น หลวงพ่อสนิท ยสินธโร ได้เดินทางไปปราจีนบุรี เสาะหาอาจารย์ชื่อดังที่สร้างและปลุกเสก “ จระเข้โทน “ กับพระอาจารย์เส็ง แห่งวัดสันทรีย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดสันทรีย์ ครั้งแรกในการสร้างและปลุกเสกจระเข้โทนเกิดขึ้นราวๆปี 2470 เป็นเนื้อตะกั่วสีดำ ขนาดลำตัวยาวราวๆ 4 เซนติเมตร หลวงพ่อสนิทท่านมีศักดิ์เป็นหลานของ พระอาจารย์เส็ง ซื่อสัตย์ ซึ่งพระอาจารย์เส็งท่านเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดสันทรีย์ ตั้งแต่ปี 2435 จนถึง 2476 และท่านได้ลาสิกขาบท ซึ่งต่อมาเมื่อหลวงพ่อสนิท มาฝากตัวร่ำเรียนวิชาจระเข้โทนที่วัดสันทรีย์ ซึ่งหลังจากท่านได้ลาสิกขาบทแล้วท่านได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้หลวงพ่อสนิทจนหมดสิ้น และท่านได้ถ่ายทอดวิชาจระเข้โทนจนสำเร็จ จนหลวงพ่อสนิทสามารถสร้างจระเข้โทน เนื้อชินตะกั่วสีดำ และสร้างจระเข้ปางนารายณ์อวตารหลังลูกศรนารายณ์ (จระเข้รุ่นจันทร์เพ็ญ) ในเวลาต่อมา นอกจากนี้ท่านยังได้เรียนวิชาแพทย์แผนโบราณจาก พระครูอุทัยธรรมธารี(หลวงพ่อตี่ สุริยวงศ์สวัสดี) วัดท้าวอู่ทอง จ.ปราจีนบุรี อีกด้วย และได้เดินทางไปศึกษาพระเวทย์จากหลวงพ่อพระอาจารย์ทองดำ วัดโคกหม้อ จ.นครสวรรค์ จนสำเร็จวิทยาคมต่างๆ ทั้งตำรายาโบราณการสูญฝี และโรคภัยต่างๆอย่างชำนาญ

หลวงพ่อสนิท มรณะภาพเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2542 สิริอายุรวม 74 ปี พรรษา 51 และได้มีการพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2544 ท่ามกลางศิษยานุศิษย์ และสาธุชนผู้เลื่อมใสศรัทธาในองค์หลวงพ่อสนิท ปรากฏว่าวันงาน ผู้คนแขกเหรื่อมากันจนแน่นขนัดวัด จนล้นออกมานอกวัด นับเป็นประวัติการณ์ และเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ สรีระของท่านไม่เน่าเปื่อย และเส้นเกศาที่เคยปลงเก็บไว้ก็แปรสภาพเป็นพระธาตุอย่างน่าอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง

พญาเต่าเรือน ปาฏิหาริย์พระธาตุเสด็จ

ในบรรดา พระเครื่อง เครื่องรางของขลัง วัตถุมงคล ที่หลวงพ่อสนิทท่านได้จัดสร้างขึ้น ซึ่งมีมากมายหลายรุ่น ทั้ง จระเข้โทน พญาเต่าเรือน นกสาริกา ไข่พญากาเผือก สะดือหนุมาน ต่างก็ล้วนแล้วแต่มีอภินิหาร เป็นที่ประจักษ์มากมายทั้งสิ้น แต่ที่จะนำประสบการณ์มาบอกเล่าก็คือ เรื่องของพญาเต่าเรือน เพราะพญาเต่าเรือนของหลวงพ่อสนิท จะแตกต่างและไม่เหมือนของที่อื่นๆ

ท่านใช้หินแล้วนำมาแกะเป็นพญาเต่าเรือน ซึ่งท่านได้สร้างมาเรื่อยๆ มีหลากหลายขนาดตั้งแต่ขนาดเล็กห้อยคอจนกระทั่งถึงขนาดใหญ่มากๆจนต้องใช้กำลังคนหลายคนยกขึ้น ส่วนรุ่นที่ไม่ใช่หินแกะจะมีพญาเต่าเรือนกริ่งขนาดห้อยคอ สร้างจากเนื้อโลหะกะไหล่ทอง

ซึ่งพญาเต่าเรือนนี้ หลวงพ่อสนิทท่านจะตั้งใจสร้างอย่างพิถีพิถัน ตามตำนานโบราณ สมัยเมื่อครั้งที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาเต่าเรือน ปลุกเสกจนกระทั่งมีชีวิตจริงจึงถือว่าเสร็จพิธี ด้วยพลังจิตอันเข้มแข็งที่อัญเชิญพระพุทธบารมีลงมาประดิษฐานในพญาเต่าเรือน ทำให้เกิดอัศจรรย์แก่ศรัทธาญาติโยมที่นำไปบูชาเป็นอันมาก

ประสบการณ์ที่บรรดาลูกศิษย์ที่ศรัทธานำไปบูชาทำให้การทำมาค้าขายไหลลื่น ราบลื่น มีลูกค้าเพิ่มขึ้นและยอดขายเพิ่มมากขึ้นอย่างมากมาย และปาฏิหาริย์ที่ประจักษ์ต่อสายตาญาติโยมและบรรดาลูกศิษย์ก็คือการมีพระธาตุเสด็จมาเกาะที่กระดองพญาเต่าเรือน ในเรื่องของการที่พระธาตุเสด็จเป็นปาฏิหาริย์แล้ว ยังเกิดกับวัตถุมงคลอีกหลากหลายชนิดที่ท่านสร้างอย่างอื่น ด้วย เช่นที่ จระเข้จันทร์เพ็ญ(ปลุกเสกถึง 5 ไตรมาส) และพระบูชาปางเปิดโลก ที่สร้างเมื่อปี2533
เป็นต้น

จระเข้โทน หลวงพ่อสนิท วัดลำบัวลอย รุ่นแรก(หางตัน) ปี 2509 เนื้อตะกั่วดำหล่อ ใต้ท้องตอกยันต์ “อิสวาสุ นะมะพะทะ”

โดยหลวงพ่อหล่อเองที่วัดมิได้สร้างมาจากที่อื่น เจตนาเพื่อ บูชาคุณอาจารย์เส็ง ซื่อสัตย์ ที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาจระเข้โทนมาให้ และเพื่อแจกทหาร ตำรวจ สร้าง 2 เนื้อ คือเนื้อ 3 กษัตริย์ จำนวน 500 ชุด และเนื้อตะกั่วหางตัน จำนวน 7,999 ตัว เพื่อแจกในงานฌาปนกิจศพ อาจารย์เส็ง ผู้เป็นอาจารย์และลุงของท่าน

ในการสร้างครั้งนั้นเป็นที่โจษขานเล่าลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ของจระเข้รุ่นนี้ได้สร้างความนิยมแก่ผู้ที่มีไว้ครอบครองเป็นอย่างมาก ทำให้ท่านต้องสร้างจระเข้รุ่น 2 หรือรุ่น ท.บ. ออกมาในเวลาต่อมานั่นเอง ซึ่งรุ่น 2 นี้เอง ได้สร้างชื่อเสียงให้นักสะสมพระเครื่องและวงการรู้จักหลวงพ่อสนิทมากขึ้น จระเข้โทนนั้น การสร้างในแต่ละครั้งใช้เวลานานหลายเดือนมาก ไม่ได้สร้างเพียงไม่กี่เดือนก็เสร็จ ท่านทำตามตำราโบราณทุกประการ และที่สำคัญแจกในงานทำบุญหลวงปู่เส็ง จึงต้องพิถีพิถันทุกขั้นตอน เพื่อลำลึกถึงพระคุณครูบาอาจารย์

จระเขโทนรุ่น 2 ท.บ.

เป็นรุ่นที่สร้างชื่อเสียงให้กับหลวงพ่อสนิทท่านเป็นอย่างมาก สร้างเมื่อปี2516-2519 คณะพ่อค้า ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ได้มาขอร้องให้ท่านสร้างจระเข้รุ่นที่2ขึ้น โดยมีคณะกรรมการหลายฝ่าย ร่วมกันจัดหาทุนสร้างจระเข้รุ่น2นี้ขึ้น สร้างทั้งสิ้นจำนวน 100,999 ตัว การสร้างจระเข้โทนครั้งนี้ จัดว่าสร้างเป็นกรณีพิเศษ รุ่นไตรมาส เพราะอธิษฐานจิตในพรรษา 3 เดือน(ไตรมาส)สร้างด้วยเนื้อตะกั่วดำ เมื่อทำการปลุกเสกเสร็จ ทางคณะกรรมการได้แยกประเภทไว้ดังนี้

1.ได้ทำการแจกผู้ที่สั่งจองเอาไว้ก่อน 3,500 ตัว
2.ได้จัดไว้ให้เช่าบูชาตัวละ200บาท 5,000 ตัว
3.ถวายหลวงพ่อเอาไว้แจกจ่ายลูกศิษย์ 3,000 ตัว

ส่วนที่เหลือจึงได้ทำการบรรจุไว้ ภายในอุโบสถของวัด เพื่อรอโอกาสที่จะเปิดกรุ หาทุนทรัพย์สร้างเจดีย์ ดังนั้นในปี พ.ศ. 2525 จึงทำการเปิดกรุออกมาอีกครั้ง มีจำนวนประมาณ 89,499 ตัว ทางคณะกรรมการจึงได้แยกประเภทไว้ดังนี้

1.ถวายหลวงพ่อแจกแก่ ทหาร ตำรวจ อาสาสมัคร จำนวน 20,000 ตัว
2.ถวายหลวงพ่อในการกุศลเป็นเอกสิทธิ์หลวงพ่อ จำนวน 20,000 ตัว
3.ส่วนที่เหลือทางคณะกรรมการควบคุมโดยตรง จำนวน 49,499 ตัว

โดยมีผู้ให้รายละเอียดต่างๆ ได้โดยตรงที่วัดลำบัวลอย และคณะกรรมการชุดเก่าต่างมีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานทุกประการ กล่าวคือ ถึงสร้างจระเข้โทนรุ่นนี้ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของบรรดาผู้ศรัทธา จึงต้องสร้างถึง 3 รุ่น เป็นที่ล่ำลือจนถึงปัจจุบัน

จระเข้โทนที่ได้สร้างขึ้นมา ผู้ใดได้สักการะบูชาก็จะประสบผลดังนี้

1. เป็นมหาอำนาจ ศัตรูเกรงขาม ปกป้องคุ้มครอง แคล้วคลาด ภัยอันตรายต่างๆ
2. คุ้มครอง ป้องกัน ภูตผีปิศาจเกรงกลัว
3.แก้-กัน เสนียดจัญไร ถอนเสน่ห์ยาแฝดต่างๆ(โดยการทำน้ำมนต์แช่ลงไปในน้ำแล้วนำมาดื่ม มาอาบ)
4. มีอำนาจปกป้องภัยทั้งทางบก และทางน้ำ ป้องกันสัตว์เลื้อยคลาน
5.ดีทางเมตตา ค้าขาย

พิธีการที่จะให้จระเข้โทนคุ้มครองป้องกัน จำเป็นที่สุด ก่อนเราจะออกไปไหนมาไหน ต้องปลุกด้วยคาถาย่อ ๆ คือ

” อิสวาสุ “ภาวนา 3 คาบ 7 คาบ

คำว่าคาบหนึ่งนั้น ได้แก่ อึดใจหนึ่ง ถ้าปรากฏว่าขนหัว ขนตัวลุก ซู่ซ่าทุกครั้งไป ผู้นั้นไม่ตายด้วยคมหอก คมดาบ และอาวุธใดๆ ทั้งสิ้นหรือในยามว่างจะนั่งปลุกเสก 108คาบก็ยิ่งประเสริฐนัก เพื่อเป็นการเพิ่มพลังอิทธิฤทธิ์ให้แก่กล้ายิ่งขึ้น จะใช้คาถาบทใหญ่โดยตรงก็ได้ดังคาถาข้างล่างนี้

“อมปลุกพญากุมภา ลุกแล้วอย่าไปอื่น ตื่นแล้วจงมารักษา เข้าคุ้มครองกายา ทั่วสารพรางกาย
พุทธังเมสะระนังเมสิทธิ ธัมมังเมสะระนังเมสิทธิ สังฆังเมสะระนังเมสิทธิ
พุทธังเอหิมาเรโส ธัมมังเอหิมาเรโส สังฆังเอหิมาเรโส
พุทธังกุมภีโรโจรัง คงคัง ปิติอิ ธัมมัง กุมภีโรโจรัง คงคัง ปิติอิ สังฆังกุมภี โรโจรัง คงคัง ปิติอิ”

การสร้างจระเข้โทนนี้ สร้างด้วยอำนาจพระพุทธเจ้า พระธัมเจ้า พระสังฆเจ้า ได้ทำพิธีบวงสรวง อัญเชิญพระบารมีของพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงเสวยชาติ เป็นจระเข้พระโพธิสัตว์เป็นพญากุมภีร์ มี บริวาร 500 โดยอาศัยเหตุผลนี้จึงสร้างจระเข้ขึ้น

เมื่อบุคคลใดได้สักการะบูชาจระเข้ เท่ากับเราบูชาพระพุทธเจ้าเช่นกัน ตอนนี้มนุษย์เรายังมีกิเลสอยู่ จึงต้องพึ่งพาสิ่งเหล่านี้

ดังนี้น ผู้ที่มีจระเข้ หรือ พกพาจระเข้ จะใส่กระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกง ผูกติดเอว ใส่สายคล้องคอ จะเข้าตรอก ซอกซอย รอดราวผ้า ใต้ถุน ไม่ถือทั้งสิ้น ลอดได้ เว้นไว้แต่บุคคลนั้น เป็นผู้คิดคดต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ บุคคลนั้นจะแพ้ภัย จระเข้ไม่คุ้มครองป้องกัน

การที่พญากุมภีร์ มีบริวารเป็นจระเข้อีก 500 ตัว เรียกได้ว่าใคร ๆ
ต่างก็เกรงกลัวบารมีของพญากุมภีร์เป็นอันมาก และจากความเชื่อนี้เองที่ทำให้ครูบาอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณทั้งหลายจึงนิยมสร้างจระเข้โทนเป็นเครื่องรางให้ลูกศิษย์ลูกหาได้นำไปบูชาติดตัวกัน เพื่อปกป้องคุ้มครองตนและปกป้องเรื่องอุบัติเหตุต่าง ๆ ให้บังเกิดเป็นแคล้วคลาด

หนึ่งในจำนวนครูบาอาจารย์ที่สร้าง ” จระเข้โทน ” ได้มีชื่อเสียงและมีประสบการณ์สูงนั้น ต้องยกให้พระครูเวทย์วินิฐ หรือ หลวงพ่อสนิท วัดลำบัวลอย นั่นเอง ท่านก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยการสร้างจระเข้โทนนั้นท่านศึกษาเล่าเรียนมาจากพระอาจารย์เส็ง มีศักดิ์เป็นลุงแท้ๆ ของท่าน ตัวพระอาจารย์เส็งนี้ได้ศึกษาวิชามาจากที่ใดไม่อาจทราบได้ (ส่วนตัวผมคิดว่าน่าจะมาจากทางเขมร) และท่านเองก็พยายามคะยั้นคะยอให้ หลวงพ่อสนิทตั้งใจศึกษาเรียนวิชานี้จากท่าน

เพราะท่านทราบว่าต่อไป หลวงพ่อสนิท จะต้องเป็นผู้นำวิชาการสร้างจระเข้โทนนี้ไปช่วยคนได้อีกมาก และรับมรดกชิ้นนี้จากท่านไป

ซึ่งหลังจากพระอาจารย์เส็ง ได้ถ่ายทอดวิชาจระเข้โทนนี้ให้หลวงพ่อสนิทได้ไม่นาน ท่านก็ได้ลาสิกขาบท ไปครองเรือน และถึงแก่กรรมในเวลาต่อมา

เสกจระเข้จากไม้ และหิน ให้มีชีวิต

เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของจระเข้โทนของพระอาจารย์เส็งนั้นครั้งหนึ่ง หลวงพ่อสนิทท่านเคยเล่าให้ฟังว่า สมัยแรก ๆ ท่านไม่เคยเชื่อเรื่องนี้มาก่อน พระอาจารย์เส็งจึงพาท่านไปที่ริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง และได้หยิบจระเข้ออกจากย่าม 4 ตัว เป็นเนื้อไม้ทองหลาง 2 ตัว เนื้อหินแกะ 1 ตัว และเนื้อไม้คูณอีก 1 ตัว

จากนั้นก็บริกรรมคาถาสักพักแล้วโยนลงแม่น้ำทั้ง 4 ตัว สักพักเห็นจระเข้เป็น ๆ ตัวใหญ่มาก 4 ตัวลอยขี้นมาบนผิวน้ำ น่าเกรงขามมาก เพราะทุกตัวขยับเขยื้อนมีชีวิตจริง ๆ สักพักพระอาจารย์เส็งท่านก็เอามือตบไปที่น้ำในริมตลิ่งเบาๆ สักพักหนึ่ง

จระเข้เหล่านั้นก็คลานมาใกล้ ๆ แล้วก็กลับร่างเป็นจระเข้โทนตัวเล็กๆเท่าเดิม แต่ครั้งนั้นมีที่ว่ายกลับเข้าฝั่งมาจริงๆ เพียง 3 ตัว หายไป 1 ตัว พยายามมองไปเท่าไรก็หาไม่เจอ ก็เลยเป็นอันว่าจระเข้หายไป 1 ตัว จากนั้นเป็นต้นมา ด้วยประจักต์สายตาต่อวิชาอาคมนี้ หลวงพ่อสนิทท่านจึงหายสงสัยและตั้งใจศึกษาเล่าเรียนในอาคมนี้ และท่านก็ยังบอกด้วยว่าจระเข้จะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 7 วันเท่านั้น!! และจะกลับเป็นร่างเดิมหลังจาก7วันไปแล้ว

หลวงปู่ท่านได้สร้างสุดยอดเมตตามหานิยมไว้อีกอย่าง ซึ่งไม่ได้มีการแพร่หลายทั่วไป ก็คือนกสาริกา เนื่องจากมวลสารนั้นหายากมาก อันประกอบด้วย ผงบดละเอียดจาก กาฝาก ๑๐๘ ชนิด เกสร ๑๐๘ ผงอิทธิเจ ผงยันต์สูตรลบถมตามตำรา และที่สำคัญคือ ขี้ผึ้งปากผีตายโหง (ขี้ผึ้งที่ใช้อุดปากอุดจมูกศพ เพื่อกันน้ำเหลืองไหล) ซึ่งจำนวนในการสร้างนั้นมีน้อยมาก

ซึ่งเรียกกันว่าสาลิกาจับปากโลง อันเป็นสุดยอดวิชาเมตตามหานิยมจริงๆ คาถาบูชาสาริกา ก็ต้องหมั่นท่องทุกคืนใช้ว่า “โอมปลุกปลุก รุกแล้วอย่านอน ครูกูสอน อย่าช้าสาลิกาเจ้าเอ๋ย อย่าเฉยเลยรา ครูสั่งเจ้ามาให้รักษาคุ้มครอง ปกป้องเคหา ผู้ใดมีจิตคิดร้ายขอให้กลับใจเมตตา โรคภัยนานาขออย่าได้พบพาล ลาภและยศขอให้ปรากฏขึ้นทั้งแปดทิศ มิตรขอให้เกิดขึ้นทั้งแปดด้าน ผู้ใดเห็นหน้ากูแล้วขอให้มันรัก ผู้ใดทักกูแล้วขอให้มันหลง โอม มหาสาลิกา กรึง กะระณัง ตาวัง ตาวา มะมะ เอหิ สวาหะ” หลักการใช้สาลิกานั้น จำเป็นมากที่ต้องพยายามเรียกใช้เสมอ ยิ่งใช้ยิ่งศักดิ์สิทธิ์

นอกจากนี้ต้องปลุกเสกด้วยคาถา “วันนะ วันนา สาลิกาโย พุทธังสิโรวาหะมะมะ” สมัยหลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่น้อยคนมากที่ได้มา เพราะท่านหวงเหลือเกินครับ(ท่านกลัวจะนำไปใช้ในทางที่ไม่ดี) มีส่วนผสมเป็นขี้ผึ้งของท่านครับขนาดที่ท่านต้องเอาฝังดินซ่อนไว้ เพราะหลานสาวของท่านโดนผู้ชายที่นำสีผึ้งของท่านไปทำสเน่ห์ใส่ครับ ท่านเลยหวงมาก และยังนำขี้ผึ้งที่อุดปากศพมาผสมหลังจากนั้นนำไปใส่โลงนั่งปลุกเสกจนนกสาริกามาเกาะจึงใช้ได้ท่านว่าอย่างนั้น

ปลัดขิกศรณ์นารายณ์ เป็นเครื่องรางอีกอย่างที่หลวงปู่ตั้งใจจัดสร้างขึ้นด้วยกุศโลบายที่เยี่ยมยอด ศรณ์ของพระนารายณ์ไม่เคยพลาดเป้า ปัดเป่าความชั่วให้หายสิ้น เป็นเครื่องรางที่หลวงปู่สร้างและติดย่ามของท่านตลอดเวลา

หลวงพ่อสนิท เป็น พระอริยสงฆ์ที่รักสันโดษเป็นอย่างมาก กล่าวถึงเมื่อก่อนที่สังขารของท่านจะร่วงโรย ท่านจะถือธุดงควัตร ออกธุดงค์อยู่ตลอดเวลา ท่านไม่สะสมสิ่งของมีค่าใดๆทั้งสิ้น วัตถุ หรือทรัพย์สินต่างๆ

มีเมตตาสูง ไม่เคยแยกแยะว่าผู้มาหาจะมีฐานะร่ำรวย หรือยากจนอย่างไร ท่านก็ยังคงปฏิบัติต่อญาติโยมทุกคนเท่าเทียมกันหมด และตัวท่านเอง ก็ยังมีความเชี่ยวชาญในศาสตร์หลายแขนง

เมื่อครั้งในอดีตท่านเคยรักษาผู้ป่วยที่มาพึ่งบารมีทั้งที่ป่วยจากโรคภัยไข้เจ็บและที่ ป่วยจากการโดนคุณไสยต่างๆ

สาธุชนที่เคยไปกราบ หรือ หรือไปขอพึ่งบารมีหลวงปู่จะสามารถสัมผัสจิต อันอัศจรรย์ของหลวงพ่อสนิทท่าน ได้ด้วยตนเอง ดังเช่นการรู้วาระจิตล่วงหน้าว่า จะมีใครมาหา มากี่คน มาหาด้วยเรื่องอะไร เป็นต้น นอกจากนี้หลวงพ่อสนิทท่านยังรักษาสัจจะวาจาเท่าชีวิตดังนั้นคำพูดทุกคำที่ออกจากปาก ท่านจึงเป็นจริงดังวาจาสิทธิ์ของพระร่วง ท่านพูดอะไรให้ฟังแล้วสิ่งนั้นจะปรากฏเป็นจริงเสมอ

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี

85525566554
ระครูปลัดจรัญ ฐิตธมฺโม (หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน)ได้มารักษาการตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนี้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้ดำเนินการพัฒนาปรับปรุงฟื้นฟูกิจการทั้งภายในและภายนอกจนเจริญรุ่งเรืองเรื่อยมาตามลำดับ

ในเวลาต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร“พระครูภาวนาวิสุทธิ์” ในคราววันพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๑๑

ประวัติหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน และผลงานของท่านเป็นที่น่าเลื่อมใสศรัทธาแด่สาธุชนทั่วไป

ชาติภูมิ (ประวัติหลวงพ่อจรัญ)

พระครูภาวนาวิสุทธิ์ เกิดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) เมื่อ ๑๕ สิงหาคม ๒๔๗๑ เวลา ๐๗.๑๐ (๔ ฯ ๘ ปีมะโรง) ณ ตำบลม่วงหมู่ อ. เมือง จ. สิงห์บุรี เป็นบุตรคนที่ ๕ ในจำนวน ๑๐ คน ซึ่งเกิดจากโยมมารดาเจิม และโยมบิดา แพ จรรยารักษ์

พระคุณเจ้าอุปสมบทเมื่อ ๑๕ กรกฎาคม ๒๔๙๑ เวลา ๑๔.๐๐ ณ วัดพรหมบุรี จ. สิงห์บุรี โดยมี ท่านเจ้าคุณพรหมนคราจารย์ วัดแจ้งพรหมนครเป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูถาวรวิริยคุณ วัดพุทธารามเป็นกรรมวาจาจารย์

การศึกษา

พระคุณเจ้าได้ศึกษาเล่าเรียนทั้งทางโลกและทางธรรม มีความชำนาญเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ พอจะสรุปแยกสาขาศึกษาได้ดังนี้

สามัญศึกษา ได้ศึกษาจากสถาบันต่าง ๆ มี

• โรงเรียนประจำจังหวัดสิงห์บุรี
• โรงเรียนประชาบาลวัดศรัทธาภิรมณ์
• โรงเรียนสิงหวิทยายน
• โรงเรียนศิริสุทโธ
• โรงเรียนสุวิทดารามาศ สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ ๔ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๗

ศึกษาดนตรีไทย

ได้ศึกษาดนตรีไทยมีปี่พาทย์มอญ แตรวงเครื่องสาย การประพันธ์บทขับร้อง จากโยมบิดากับคุณหลวงธารา ต่อมาคุณปู่ พ.ต.หลวงธารา ได้นำพระคุณเจ้าเข้าฝากตัวกับจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เพื่อเข้าศึกษาโรงเรียนนายตำรวจ พระคุณเจ้าศึกษาอยู่ประมาณ ๑ เดือน จึงขอลาออกเนื่องจากไม่ถูกอัธยาศัยในวิชานี้

ศึกษาวิชามายาศาสตร์

พระคุณเจ้าเริ่มมาสนใจวิชามายาศาสตร์และมายาสาไถย์ของคนเรา เมื่อรู้ดีก็เอือมระอา มิได้นำวิชานี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และขณะนั้นมีอายุย่างเข้า ๒๐ ปีบริบูรณ์ จึงได้สละจากเพศฆราวาสเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งบัดนี้

ศึกษาพระธรรมวินัย วิปัสสนากรรมฐาน

พ.ศ. ๒๔๙๑ ศึกษาพระธรรมวินัย ณ สำนักพรหมบุรี
พ.ศ. ๒๔๙๒ สอบนักธรรมโทสนามหลวงได้ที่วัดแจ้งพรหมนคร
พ.ศ. ๒๔๙๓ ศึกษาวิชากรรมฐานกับพระครูนิวาสธรรมขันธ์ (หลวงพ่อเดิม) อ.หนองโพธิ์ จ.นครสวรรค์
พ.ศ. ๒๔๙๔ ศึกษาวิชากรรมฐานกับหลวงพ่อลี และท่านเจ้าคุณอริยคุณาธร จ.ขอนแก่น
พ.ศ. ๒๔๙๕ ศึกษาการทำพระเครื่องและเครื่องรางของขลัง, น้ำมันมนต์กับหลวงพ่อจง วัดหน้าต่าง จ.อยุธยา และพระครูวินิจสุตคุณ, หลวงพ่อสนั่น วัดเสาธงทอง จ.อ่างทอง หลวงพ่อจาด วัดบ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี
พ.ศ. ๒๔๙๖ ศึกษาวิชาสมถวิปัสสนา กับพระภาวนาโอกาสลเถร (สด จันทสโร) หรือหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ อ.ภาษีเจริญ จ.ธนบุรี
พ.ศ. ๒๔๙๗ ศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกับเจ้าคุณอาจารย์พระราชสิทธิมุนี วัดมหาธาตุ จ.พระนคร
พ.ศ. ๒๔๙๘ ศึกษาพระอภิธรรมกับอาจารย์เตชิน (ชาวพม่า) วัดระฆัง จ.ธนบุรี

ศึกษาการพยากรณ์จากสมเด็จพระสังฆราชวัดสระเกศฯ จ.พระนคร
ศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้วิทยาศาสตร์ทางจิตกับอาจารย์ พ.อ.ชม สุคันธรัต
เดินธุดงค์รอนแรมหาที่สงบ เพื่อจำศีลภาวนาตามป่าเขาลำเนาไพรทางภาคเหนือ

รักษาการเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน ต.บ้านแป้ง อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐
๒.ได้รับสมณศักดิ์ที่พระครูปลัดจรัญ ฐิตธมฺโม ฐานานุกรมของท่านเจ้าคุณสุนทรธรรมประพุทธเจ้าคณะจังหวัดร้อยเอ็ด (แต่มาประจำอยู่สำนักวัดอัมพวัน) เมื่อ ๒๕ ก.ค. ๒๕๐๑
๓. ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร “พระครูภาวนาวิสุทธิ์”เจ้าอาวาสวัดอัมพวันเมื่อ ๕ ธ.ค. ๒๕๑๑
๔. ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอพรหมบุรีเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘

ตำแหน่งและหน้าที่การปกครอง

พุทธศักราช ๒๕๐๐ รักษาการเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
พุทธศักราช ๒๕๐๑ ได้รับสมณศักดิ์เป็น ที่พระครูปลัดจรัญ ฐิตธมฺโม ในฐานานุกรมของท่านเจ้าคุณ สุนทรธรรมประพุทธ เจ้าคณะจังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๑
พุทธศักราช ๒๕๑๑ ได้รับสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตรชั้นตรี ที่พระครูภาวนาวิสุทธิ์ เจ้าอาวาสวัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๑
พุทธศักราช ๒๕๑๖ เลื่อนเป็นพระครู เทียบผู้ช่วยพระอารามหลวงชั้นเอกฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน
พุทธศักราช ๒๕๑๗ รักษาการตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอพรหมบุรี
พุทธศักราช ๒๕๑๘ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอพรหมบุรี
พุทธศักราช ๒๕๑๙ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์
พุทธศักราช ๒๕๒๕ ได้เลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูเจ้าคณะอำเภอชั้นเอก
พุทธศักราช ๒๕๓๑ ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะที่ พระภาวนาวิสุทธิคุณ เมื่อวันจันทร์ที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑
พุทธศักราช ๒๕๓๕ ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะที่ พระราชสุทธิญาณมงคล เมื่อวันพุธที่ ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๓๕
พุทธศักราช ๒๕๔๑ ได้รับแต่งตั้งเป็น รองเจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี เมื่อวันอังคารที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๑
พุทธศักราช ๒๕๔๒ ได้รับแต่งตั้งเป็น เจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒

ผลงาน

นับตั้งแต่ หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม ได้มารักษาการในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ จนกระทั่งได้รับพระราชทานสมณศักดิ์และมีสิทธิเข้าครองตำแหน่งเจ้าอาวาสโดยสมบูรณ์เมื่อ ๕ ธ.ค. ๒๕๑๑ เป็นระยะเวลายาวนานถึง ๑๑ ปี แต่ท่านพระครูมิได้นิ่งนอนใจ ได้พยายามทุกวิถีทางเพื่อบริหารงานวัดนี้และช่วยเหลือวัดอื่น ๆ ให้เจริญก้าวหน้า มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้เหมาะสมตามกาลสมัย ท่านพระครูเข้าถึงจิตใจคนเป็นนักแสดง (เทศน์) ซาบซึ้งตรึงใจแก่ผู้ได้ฟังธรรม เป็นนักเสี่ยงในการก่อสร้างปฏิสังขรณ์ในเมื่อไม่มีทุนอยู่ในกำมือเป็นนักเสียสละทรัพย์สินที่มีอยู่อุทิศเพื่อการกุศล และแจกเป็นทานให้ลูกศิษย์วัดนอกจากนั้นท่านพระครูเป็นนักแก้ปัญหาเหตการณ์ที่เกิดขึ้นโดยนิมนต์ภิกษุชาวต่างประเทศมาแสดงธรรมที่วัดแล้วนำจตุปัจจัยที่ได้ชดใช้หนี้โรงไม้ ร้านก่อสร้างต่าง ๆ บางครั้งแก้ปัญหาไม่ได้ต้องไปยืมเงินจากโยมมารดาหรือไม่ก็ญาติพี่น้อง เป็นต้น ด้วยเหตุที่ท่านพระครูเป็นพระนักพัฒนาพระนักเทศน์และวิปัสสนาจารย์พร้อมกันเสร็จดังนี้ ท่านจึงมีผลงานในทุก ๆ ปีมากมายจนเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปอาทิ

พ.ศ. ๒๕๒๖ ได้รับโล่เกียรติคุณนักสังคมสงเคราะห์ดีเด่นในสาขาสังคมสงเคราะห์อาสาสมัครฝ่ายกิจการพระศาสนา
พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ กรุงเทพฯ วันอังคารที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ ในฐานะผู้ได้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา ด้านส่งเสริมชักชวนให้มาปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง
พ.ศ. ๒๕๒๙ ได้รับมอบเข็มเกียรติคุณนักพัฒนาดีเด่นแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองจาก ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๒๙

จึงนับได้ว่า ท่านพระครูภาวนาวิสุทธิ์ ได้ทุ่มเทชีวิตในการพัฒนาสังคมให้เจริญรุ่งเรืองและเป็นที่พึ่งอันสำคัญแก่พุทธศาสนิกชนให้เขตท้องถิ่นทั้งใกล้และไกลมาเป็นเวลานาน

พระซุ้มประภามณฑล กรุวัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

4459574

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน วัดราชบูรณะ พระนครศรีอยุธยา เป็น วัดซึ่งสมเด็จพระบรมราชาธิราช 2 (เจ้าสามพระยา) โปรดให้สร้างขึ้น ณ ที่ถวายเพลิงพระศพของเจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยา ผู้เป็นพระเชษฐา เพื่อปี พ.ศ.1967 ต่อมาได้มีคนร้ายลักลอบเข้ามาขุดเอาทรัพย์สมบัติที่บรรจุอยู่ในองค์พระปรางค์ ประมาณปลายปี พ.ศ.2499 ได้เครื่องทองรูปพรรณ เพชรนิลจินดา และเครื่องประดับไปเป็นจำนวนมาก แต่เกิดการขัดแย้งกันจนทำให้ถูกเจ้าหน้าที่จับกุม และยึดทรัพย์สินได้คืนมาบ้างบางส่วน ต่อมาทางการจึงได้เปิดกรุออกมา เมื่อปี พ.ศ.2500 ได้พบเครื่องทองคำราชูปโภค พระพุทธรูปจำนวนมาก และพบพระเครื่องเนื้อชินเงินจำนวนมหาศาล มีมากมายหลายพิมพ์ ทั้งที่มีขนาดเล็ก และขนาดเขื่องแบบพระแผงก็มี เนื้อชินเงินของกรุนี้จะมีคราบปรอทขาวสดใสงดงาม ศิลปะของพระเครื่องเท่าที่พบนั้นมีความหลากหลายมาก ทั้งที่เป็นพระเครื่องศิลปะอยุธยาล้วนๆ ก็มี และที่เป็นแบบสร้างล้อศิลปะยุคเก่าๆ มี เช่น พระหูยาน เป็นต้น ช่างที่สร้างพระพิมพ์เหล่านี้สันนิษฐานน่าจะมีช่างชาวจีนอยู่ด้วย เนื่องจากพระบางองค์ ที่ด้านหลังมีจารึกอักษรจีนไว้ด้วยก็มี อย่างเช่น พระซุ้มเสมาทิศบางองค์ที่ด้านหลังจะมีอักษรจีนอย่างที่ว่าครับ พระที่พบและรู้จักนิยมกันก็มีอยู่หลายพิมพ์ เช่น พระหูยาน พระนาคปรก พระยอดขุนพล พระขุนแผนใบพุทรา พระซุ้มจิก พระซุ้มเสมาทิศ พระซุ้มประภามณฑล พระกำแพงนิ้ว และพระกำแพงคืบ พระกำแพงใบขนุน ซึ่งเป็นพระแผงขนาดใหญ่ เป็นต้น เนื่องจากพระเครื่องที่พบในครั้งนี้มีจำนวนมาก ทางกรมศิลป์จึงได้เปิดให้ประชาชนเช่าหาบูชาไปบางส่วน เพื่อนำรายได้ไปบำรุงปฏิสังขรณ์โบราณสถานต่างๆ ในเขตเมืองพระนครศรีอยุธยาอย่างที่เราเห็นกันในทุกวันนี้ พระเครื่องของกรุวัดราชบูรณะนี้มีมากมายจนไม่สามารถแจกแจงได้หมดทุกพิมพ์ ในสังคมพระเครื่องนั้นสนนราคาก็แตกต่างกันไปตามความนิยม ในวันนี้ผมได้นำพระพิมพ์ซุ้มประภามณฑลมากล่าวถึง เนื่องด้วยศิลปะงดงามมาก อีกทั้งขนาดก็ไม่ใหญ่มากนัก สนนราคาก็ยังไม่แพงมาก พระพิมพ์นี้เป็นพระประทับนั่งปางมารวิชัย บนฐานบัวเล็บช้าง ที่ด้านบนพระเศียรมีรัศมีเป็นวงกลมรอบๆ พระเศียร จึงมีชื่อเรียกว่า พิมพ์ซุ้มประภามณฑล องค์พระมีรายละเอียดของพระพักตร์ชัดเจน สวยงาม เป็นพระเนื้อชินเงิน คราบปรอทฉาบผิว เป็นสีขาวทั่วทั้งองค์พระ แต่ก็ออกแห้ง แบบคราบปรอทเก่า บางแห่งก็เกิดสนิมกัดกร่อนเป็นรอยระเบิดบ้าง ซึ่งก็เป็นเหตุบ่งบอกถึงความเก่าได้เป็นอย่างดี พระที่พบมีจำนวนไม่มากนัก จึงอาจจะ ไม่ค่อยได้พบเห็นมากนักครับ ดูจากศิลปะแล้ว น่าจะเป็นพระที่สร้างล้อศิลปะแบบของศิลปะสุโขทัย พระที่สร้างล้อแบบศิลปะสุโขทัยนี้ก็พบอยู่มากมายหลายแบบเช่นกันในกรุนี้ ครับในวันนี้ผมก็ได้นำรูปพระซุ้มประภามณฑล ของกรุวัดราชบูรณะ อยุธยามาให้ชมกันด้วยครับ ชมรมพระเครื่อง แทน ท่าพระจันทร์

แนะนำบทความให้ทางเว็บเพื่อเผยแพร่ความรู้โดย พระเครื่องแท้กรุใหม่