หลวงพ่อสนิท ยสินธโร วัดลำบัวลอย จังหวัดนครนายก

77798
ประวัติ หลวงพ่อสนิท วัดลำบัวลอย นามเดิมของท่านคือ สนิท นามสกุล มีพงษ์ เกิดเมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2468 ( ในแผ่นดินรัชกาลที่ 6 ) ณ. บ้านบางกุ้ง ต.บางกุ้ง อ.ศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี เมื่อครบอายุบวชท่านได้อุปสมบทที่วัดท่าเรือ เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2491 โดยมีท่านพระครูอุทัยธรรมธารี(หลวงพ่อตี่ สุริยวงศ์สวัสดี) วัดท้าวอู่ทอง จ.ปราจีนบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการจรูญ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการทองพูนเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ยสินธโร”

ประวัติการศึกษาของหลวงพ่อสนิท

เมื่ออุปสมบทแล้วท่านได้เดินทางกลับมายังวัดลำบัวลอย และเป็นยุคที่วัดเสื่อมโทรมที่สุด เพราะเจ้าอาวาสองค์เก่าได้ลาสิกขาไป เหลือแต่บรรดาพระภิกษุหนุ่ม และสามเณรน้อยดูแลความประพฤติกันเอง โดยมีภิกษุเพียง 2 พรรษาเป็นผู้ควบคุมดูแลหมู่คณะ เมื่อครั้งที่ท่านยังเป็นพระภิกษุหนุ่มท่านก็มิได้นิ่งนอน ทำวัตรสวดมนต์เสร็จกิจก็ท่องเจ็ดตำนาน สิบสองตำนาน ครบถ้วนกระบวนความเป็นเครื่องยังชีพ ที่ต้องไปสวดร้องท่องบ่นฉลองศรัทธาที่มานิมนต์ นอกจากท่านร่ำเรียนเจ็ดตำนาน สิบสองตำนานแล้ว หลวงพ่อท่านยังค้นคว้าร่ำเรียนพระธรรมวินัย อันเป็นคำสั่งสอนเวไนยสัตว์ให้หลุดพ้นจากกิเลส เครื่องตรึงรัดมัดใจ ให้หลงในลาภสักการะและยศถาบรรดาศักดิ์ต่างๆ และเรียนรู้กฏระเบียบแห่งการปกครอง และคำบัญญัติข้อห้ามของพระภิกษุ-สามเณร แต่ว่าสอบนักธรรมในพรรษาแรกไม่ได้

ประวัติด้านการศึกษาพระเวทย์

ในปี 2496 หลังจากหลวงพ่อสนิทอุปสมบทได้ 6 พรรษา ซึ่ง หลวงพ่อสนิท วัดลำบัวลอย ท่านได้สอนพระภิกษุ-สามเณรในวัด จนสอบนักธรรมตรีได้หลายองค์ ทางพระเถระชั้นผู้ใหญ่จึงให้หลวงพ่อสนิทท่านสอบนักธรรมสนามหลวง หลวงพ่อสนิทท่านจึงสอบนักธรรมสนามหลวงผ่านถึงนักธรรมชั้นโท ในปีหลังๆต่อมาท่านก็ไม่ได้ไปสอบอีกต่อไป คงรับหน้าที่อบรมสั่งสอนพระลูกศิษย์ลูกหาเสมอมา

เกี่ยวกับทางด้านการศึกษาค้นค้าทางด้านพุทธาคม เนื่องจากหลวงพ่อสนิทท่านสนใจทางไสยศาสตร์และโหราศาสตร์ได้เสาะแสวงหาอาจารย์ร่ำเรียนคัมภีร์ เลขยันต์ เวทมนต์ คาถาอาคมขลังสรรพวิยาคุณต่างๆจนแตกฉาน ชำนิชนาญด้านสรรพคุณไสยด้านถูกกระทำย่ำยีจากศัตรู รู้รอบด้านการแก้สรรพพิษ ยาเบื่อ ยาเมา และยาสั่ง จาก “ หลวงพ่อดำ วัดกุฎิ ” เกจิอาจารย์ผู้เรืองวิทยาคม เป็นเจ้าตำรับผู้สร้าง พระปิดตา เนื้อตะกั่วดำ พิมพ์ปักเป้า อันลือชื่อด้านการป้องกันพิษยาสั่ง และคงกระพันชาตรี

ศิษย์อาจารย์เส็ง ซื่อสัตย์ วัดสันทรีย์

เมื่อครั้งสมัยหนุ่มแน่นนั้น หลวงพ่อสนิท ยสินธโร ได้เดินทางไปปราจีนบุรี เสาะหาอาจารย์ชื่อดังที่สร้างและปลุกเสก “ จระเข้โทน “ กับพระอาจารย์เส็ง แห่งวัดสันทรีย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดสันทรีย์ ครั้งแรกในการสร้างและปลุกเสกจระเข้โทนเกิดขึ้นราวๆปี 2470 เป็นเนื้อตะกั่วสีดำ ขนาดลำตัวยาวราวๆ 4 เซนติเมตร หลวงพ่อสนิทท่านมีศักดิ์เป็นหลานของ พระอาจารย์เส็ง ซื่อสัตย์ ซึ่งพระอาจารย์เส็งท่านเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดสันทรีย์ ตั้งแต่ปี 2435 จนถึง 2476 และท่านได้ลาสิกขาบท ซึ่งต่อมาเมื่อหลวงพ่อสนิท มาฝากตัวร่ำเรียนวิชาจระเข้โทนที่วัดสันทรีย์ ซึ่งหลังจากท่านได้ลาสิกขาบทแล้วท่านได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้หลวงพ่อสนิทจนหมดสิ้น และท่านได้ถ่ายทอดวิชาจระเข้โทนจนสำเร็จ จนหลวงพ่อสนิทสามารถสร้างจระเข้โทน เนื้อชินตะกั่วสีดำ และสร้างจระเข้ปางนารายณ์อวตารหลังลูกศรนารายณ์ (จระเข้รุ่นจันทร์เพ็ญ) ในเวลาต่อมา นอกจากนี้ท่านยังได้เรียนวิชาแพทย์แผนโบราณจาก พระครูอุทัยธรรมธารี(หลวงพ่อตี่ สุริยวงศ์สวัสดี) วัดท้าวอู่ทอง จ.ปราจีนบุรี อีกด้วย และได้เดินทางไปศึกษาพระเวทย์จากหลวงพ่อพระอาจารย์ทองดำ วัดโคกหม้อ จ.นครสวรรค์ จนสำเร็จวิทยาคมต่างๆ ทั้งตำรายาโบราณการสูญฝี และโรคภัยต่างๆอย่างชำนาญ

หลวงพ่อสนิท มรณะภาพเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2542 สิริอายุรวม 74 ปี พรรษา 51 และได้มีการพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2544 ท่ามกลางศิษยานุศิษย์ และสาธุชนผู้เลื่อมใสศรัทธาในองค์หลวงพ่อสนิท ปรากฏว่าวันงาน ผู้คนแขกเหรื่อมากันจนแน่นขนัดวัด จนล้นออกมานอกวัด นับเป็นประวัติการณ์ และเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ สรีระของท่านไม่เน่าเปื่อย และเส้นเกศาที่เคยปลงเก็บไว้ก็แปรสภาพเป็นพระธาตุอย่างน่าอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง

พญาเต่าเรือน ปาฏิหาริย์พระธาตุเสด็จ

ในบรรดา พระเครื่อง เครื่องรางของขลัง วัตถุมงคล ที่หลวงพ่อสนิทท่านได้จัดสร้างขึ้น ซึ่งมีมากมายหลายรุ่น ทั้ง จระเข้โทน พญาเต่าเรือน นกสาริกา ไข่พญากาเผือก สะดือหนุมาน ต่างก็ล้วนแล้วแต่มีอภินิหาร เป็นที่ประจักษ์มากมายทั้งสิ้น แต่ที่จะนำประสบการณ์มาบอกเล่าก็คือ เรื่องของพญาเต่าเรือน เพราะพญาเต่าเรือนของหลวงพ่อสนิท จะแตกต่างและไม่เหมือนของที่อื่นๆ

ท่านใช้หินแล้วนำมาแกะเป็นพญาเต่าเรือน ซึ่งท่านได้สร้างมาเรื่อยๆ มีหลากหลายขนาดตั้งแต่ขนาดเล็กห้อยคอจนกระทั่งถึงขนาดใหญ่มากๆจนต้องใช้กำลังคนหลายคนยกขึ้น ส่วนรุ่นที่ไม่ใช่หินแกะจะมีพญาเต่าเรือนกริ่งขนาดห้อยคอ สร้างจากเนื้อโลหะกะไหล่ทอง

ซึ่งพญาเต่าเรือนนี้ หลวงพ่อสนิทท่านจะตั้งใจสร้างอย่างพิถีพิถัน ตามตำนานโบราณ สมัยเมื่อครั้งที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาเต่าเรือน ปลุกเสกจนกระทั่งมีชีวิตจริงจึงถือว่าเสร็จพิธี ด้วยพลังจิตอันเข้มแข็งที่อัญเชิญพระพุทธบารมีลงมาประดิษฐานในพญาเต่าเรือน ทำให้เกิดอัศจรรย์แก่ศรัทธาญาติโยมที่นำไปบูชาเป็นอันมาก

ประสบการณ์ที่บรรดาลูกศิษย์ที่ศรัทธานำไปบูชาทำให้การทำมาค้าขายไหลลื่น ราบลื่น มีลูกค้าเพิ่มขึ้นและยอดขายเพิ่มมากขึ้นอย่างมากมาย และปาฏิหาริย์ที่ประจักษ์ต่อสายตาญาติโยมและบรรดาลูกศิษย์ก็คือการมีพระธาตุเสด็จมาเกาะที่กระดองพญาเต่าเรือน ในเรื่องของการที่พระธาตุเสด็จเป็นปาฏิหาริย์แล้ว ยังเกิดกับวัตถุมงคลอีกหลากหลายชนิดที่ท่านสร้างอย่างอื่น ด้วย เช่นที่ จระเข้จันทร์เพ็ญ(ปลุกเสกถึง 5 ไตรมาส) และพระบูชาปางเปิดโลก ที่สร้างเมื่อปี2533
เป็นต้น

จระเข้โทน หลวงพ่อสนิท วัดลำบัวลอย รุ่นแรก(หางตัน) ปี 2509 เนื้อตะกั่วดำหล่อ ใต้ท้องตอกยันต์ “อิสวาสุ นะมะพะทะ”

โดยหลวงพ่อหล่อเองที่วัดมิได้สร้างมาจากที่อื่น เจตนาเพื่อ บูชาคุณอาจารย์เส็ง ซื่อสัตย์ ที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาจระเข้โทนมาให้ และเพื่อแจกทหาร ตำรวจ สร้าง 2 เนื้อ คือเนื้อ 3 กษัตริย์ จำนวน 500 ชุด และเนื้อตะกั่วหางตัน จำนวน 7,999 ตัว เพื่อแจกในงานฌาปนกิจศพ อาจารย์เส็ง ผู้เป็นอาจารย์และลุงของท่าน

ในการสร้างครั้งนั้นเป็นที่โจษขานเล่าลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ของจระเข้รุ่นนี้ได้สร้างความนิยมแก่ผู้ที่มีไว้ครอบครองเป็นอย่างมาก ทำให้ท่านต้องสร้างจระเข้รุ่น 2 หรือรุ่น ท.บ. ออกมาในเวลาต่อมานั่นเอง ซึ่งรุ่น 2 นี้เอง ได้สร้างชื่อเสียงให้นักสะสมพระเครื่องและวงการรู้จักหลวงพ่อสนิทมากขึ้น จระเข้โทนนั้น การสร้างในแต่ละครั้งใช้เวลานานหลายเดือนมาก ไม่ได้สร้างเพียงไม่กี่เดือนก็เสร็จ ท่านทำตามตำราโบราณทุกประการ และที่สำคัญแจกในงานทำบุญหลวงปู่เส็ง จึงต้องพิถีพิถันทุกขั้นตอน เพื่อลำลึกถึงพระคุณครูบาอาจารย์

จระเขโทนรุ่น 2 ท.บ.

เป็นรุ่นที่สร้างชื่อเสียงให้กับหลวงพ่อสนิทท่านเป็นอย่างมาก สร้างเมื่อปี2516-2519 คณะพ่อค้า ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ได้มาขอร้องให้ท่านสร้างจระเข้รุ่นที่2ขึ้น โดยมีคณะกรรมการหลายฝ่าย ร่วมกันจัดหาทุนสร้างจระเข้รุ่น2นี้ขึ้น สร้างทั้งสิ้นจำนวน 100,999 ตัว การสร้างจระเข้โทนครั้งนี้ จัดว่าสร้างเป็นกรณีพิเศษ รุ่นไตรมาส เพราะอธิษฐานจิตในพรรษา 3 เดือน(ไตรมาส)สร้างด้วยเนื้อตะกั่วดำ เมื่อทำการปลุกเสกเสร็จ ทางคณะกรรมการได้แยกประเภทไว้ดังนี้

1.ได้ทำการแจกผู้ที่สั่งจองเอาไว้ก่อน 3,500 ตัว
2.ได้จัดไว้ให้เช่าบูชาตัวละ200บาท 5,000 ตัว
3.ถวายหลวงพ่อเอาไว้แจกจ่ายลูกศิษย์ 3,000 ตัว

ส่วนที่เหลือจึงได้ทำการบรรจุไว้ ภายในอุโบสถของวัด เพื่อรอโอกาสที่จะเปิดกรุ หาทุนทรัพย์สร้างเจดีย์ ดังนั้นในปี พ.ศ. 2525 จึงทำการเปิดกรุออกมาอีกครั้ง มีจำนวนประมาณ 89,499 ตัว ทางคณะกรรมการจึงได้แยกประเภทไว้ดังนี้

1.ถวายหลวงพ่อแจกแก่ ทหาร ตำรวจ อาสาสมัคร จำนวน 20,000 ตัว
2.ถวายหลวงพ่อในการกุศลเป็นเอกสิทธิ์หลวงพ่อ จำนวน 20,000 ตัว
3.ส่วนที่เหลือทางคณะกรรมการควบคุมโดยตรง จำนวน 49,499 ตัว

โดยมีผู้ให้รายละเอียดต่างๆ ได้โดยตรงที่วัดลำบัวลอย และคณะกรรมการชุดเก่าต่างมีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานทุกประการ กล่าวคือ ถึงสร้างจระเข้โทนรุ่นนี้ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของบรรดาผู้ศรัทธา จึงต้องสร้างถึง 3 รุ่น เป็นที่ล่ำลือจนถึงปัจจุบัน

จระเข้โทนที่ได้สร้างขึ้นมา ผู้ใดได้สักการะบูชาก็จะประสบผลดังนี้

1. เป็นมหาอำนาจ ศัตรูเกรงขาม ปกป้องคุ้มครอง แคล้วคลาด ภัยอันตรายต่างๆ
2. คุ้มครอง ป้องกัน ภูตผีปิศาจเกรงกลัว
3.แก้-กัน เสนียดจัญไร ถอนเสน่ห์ยาแฝดต่างๆ(โดยการทำน้ำมนต์แช่ลงไปในน้ำแล้วนำมาดื่ม มาอาบ)
4. มีอำนาจปกป้องภัยทั้งทางบก และทางน้ำ ป้องกันสัตว์เลื้อยคลาน
5.ดีทางเมตตา ค้าขาย

พิธีการที่จะให้จระเข้โทนคุ้มครองป้องกัน จำเป็นที่สุด ก่อนเราจะออกไปไหนมาไหน ต้องปลุกด้วยคาถาย่อ ๆ คือ

” อิสวาสุ “ภาวนา 3 คาบ 7 คาบ

คำว่าคาบหนึ่งนั้น ได้แก่ อึดใจหนึ่ง ถ้าปรากฏว่าขนหัว ขนตัวลุก ซู่ซ่าทุกครั้งไป ผู้นั้นไม่ตายด้วยคมหอก คมดาบ และอาวุธใดๆ ทั้งสิ้นหรือในยามว่างจะนั่งปลุกเสก 108คาบก็ยิ่งประเสริฐนัก เพื่อเป็นการเพิ่มพลังอิทธิฤทธิ์ให้แก่กล้ายิ่งขึ้น จะใช้คาถาบทใหญ่โดยตรงก็ได้ดังคาถาข้างล่างนี้

“อมปลุกพญากุมภา ลุกแล้วอย่าไปอื่น ตื่นแล้วจงมารักษา เข้าคุ้มครองกายา ทั่วสารพรางกาย
พุทธังเมสะระนังเมสิทธิ ธัมมังเมสะระนังเมสิทธิ สังฆังเมสะระนังเมสิทธิ
พุทธังเอหิมาเรโส ธัมมังเอหิมาเรโส สังฆังเอหิมาเรโส
พุทธังกุมภีโรโจรัง คงคัง ปิติอิ ธัมมัง กุมภีโรโจรัง คงคัง ปิติอิ สังฆังกุมภี โรโจรัง คงคัง ปิติอิ”

การสร้างจระเข้โทนนี้ สร้างด้วยอำนาจพระพุทธเจ้า พระธัมเจ้า พระสังฆเจ้า ได้ทำพิธีบวงสรวง อัญเชิญพระบารมีของพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงเสวยชาติ เป็นจระเข้พระโพธิสัตว์เป็นพญากุมภีร์ มี บริวาร 500 โดยอาศัยเหตุผลนี้จึงสร้างจระเข้ขึ้น

เมื่อบุคคลใดได้สักการะบูชาจระเข้ เท่ากับเราบูชาพระพุทธเจ้าเช่นกัน ตอนนี้มนุษย์เรายังมีกิเลสอยู่ จึงต้องพึ่งพาสิ่งเหล่านี้

ดังนี้น ผู้ที่มีจระเข้ หรือ พกพาจระเข้ จะใส่กระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกง ผูกติดเอว ใส่สายคล้องคอ จะเข้าตรอก ซอกซอย รอดราวผ้า ใต้ถุน ไม่ถือทั้งสิ้น ลอดได้ เว้นไว้แต่บุคคลนั้น เป็นผู้คิดคดต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ บุคคลนั้นจะแพ้ภัย จระเข้ไม่คุ้มครองป้องกัน

การที่พญากุมภีร์ มีบริวารเป็นจระเข้อีก 500 ตัว เรียกได้ว่าใคร ๆ
ต่างก็เกรงกลัวบารมีของพญากุมภีร์เป็นอันมาก และจากความเชื่อนี้เองที่ทำให้ครูบาอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณทั้งหลายจึงนิยมสร้างจระเข้โทนเป็นเครื่องรางให้ลูกศิษย์ลูกหาได้นำไปบูชาติดตัวกัน เพื่อปกป้องคุ้มครองตนและปกป้องเรื่องอุบัติเหตุต่าง ๆ ให้บังเกิดเป็นแคล้วคลาด

หนึ่งในจำนวนครูบาอาจารย์ที่สร้าง ” จระเข้โทน ” ได้มีชื่อเสียงและมีประสบการณ์สูงนั้น ต้องยกให้พระครูเวทย์วินิฐ หรือ หลวงพ่อสนิท วัดลำบัวลอย นั่นเอง ท่านก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยการสร้างจระเข้โทนนั้นท่านศึกษาเล่าเรียนมาจากพระอาจารย์เส็ง มีศักดิ์เป็นลุงแท้ๆ ของท่าน ตัวพระอาจารย์เส็งนี้ได้ศึกษาวิชามาจากที่ใดไม่อาจทราบได้ (ส่วนตัวผมคิดว่าน่าจะมาจากทางเขมร) และท่านเองก็พยายามคะยั้นคะยอให้ หลวงพ่อสนิทตั้งใจศึกษาเรียนวิชานี้จากท่าน

เพราะท่านทราบว่าต่อไป หลวงพ่อสนิท จะต้องเป็นผู้นำวิชาการสร้างจระเข้โทนนี้ไปช่วยคนได้อีกมาก และรับมรดกชิ้นนี้จากท่านไป

ซึ่งหลังจากพระอาจารย์เส็ง ได้ถ่ายทอดวิชาจระเข้โทนนี้ให้หลวงพ่อสนิทได้ไม่นาน ท่านก็ได้ลาสิกขาบท ไปครองเรือน และถึงแก่กรรมในเวลาต่อมา

เสกจระเข้จากไม้ และหิน ให้มีชีวิต

เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของจระเข้โทนของพระอาจารย์เส็งนั้นครั้งหนึ่ง หลวงพ่อสนิทท่านเคยเล่าให้ฟังว่า สมัยแรก ๆ ท่านไม่เคยเชื่อเรื่องนี้มาก่อน พระอาจารย์เส็งจึงพาท่านไปที่ริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง และได้หยิบจระเข้ออกจากย่าม 4 ตัว เป็นเนื้อไม้ทองหลาง 2 ตัว เนื้อหินแกะ 1 ตัว และเนื้อไม้คูณอีก 1 ตัว

จากนั้นก็บริกรรมคาถาสักพักแล้วโยนลงแม่น้ำทั้ง 4 ตัว สักพักเห็นจระเข้เป็น ๆ ตัวใหญ่มาก 4 ตัวลอยขี้นมาบนผิวน้ำ น่าเกรงขามมาก เพราะทุกตัวขยับเขยื้อนมีชีวิตจริง ๆ สักพักพระอาจารย์เส็งท่านก็เอามือตบไปที่น้ำในริมตลิ่งเบาๆ สักพักหนึ่ง

จระเข้เหล่านั้นก็คลานมาใกล้ ๆ แล้วก็กลับร่างเป็นจระเข้โทนตัวเล็กๆเท่าเดิม แต่ครั้งนั้นมีที่ว่ายกลับเข้าฝั่งมาจริงๆ เพียง 3 ตัว หายไป 1 ตัว พยายามมองไปเท่าไรก็หาไม่เจอ ก็เลยเป็นอันว่าจระเข้หายไป 1 ตัว จากนั้นเป็นต้นมา ด้วยประจักต์สายตาต่อวิชาอาคมนี้ หลวงพ่อสนิทท่านจึงหายสงสัยและตั้งใจศึกษาเล่าเรียนในอาคมนี้ และท่านก็ยังบอกด้วยว่าจระเข้จะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 7 วันเท่านั้น!! และจะกลับเป็นร่างเดิมหลังจาก7วันไปแล้ว

หลวงปู่ท่านได้สร้างสุดยอดเมตตามหานิยมไว้อีกอย่าง ซึ่งไม่ได้มีการแพร่หลายทั่วไป ก็คือนกสาริกา เนื่องจากมวลสารนั้นหายากมาก อันประกอบด้วย ผงบดละเอียดจาก กาฝาก ๑๐๘ ชนิด เกสร ๑๐๘ ผงอิทธิเจ ผงยันต์สูตรลบถมตามตำรา และที่สำคัญคือ ขี้ผึ้งปากผีตายโหง (ขี้ผึ้งที่ใช้อุดปากอุดจมูกศพ เพื่อกันน้ำเหลืองไหล) ซึ่งจำนวนในการสร้างนั้นมีน้อยมาก

ซึ่งเรียกกันว่าสาลิกาจับปากโลง อันเป็นสุดยอดวิชาเมตตามหานิยมจริงๆ คาถาบูชาสาริกา ก็ต้องหมั่นท่องทุกคืนใช้ว่า “โอมปลุกปลุก รุกแล้วอย่านอน ครูกูสอน อย่าช้าสาลิกาเจ้าเอ๋ย อย่าเฉยเลยรา ครูสั่งเจ้ามาให้รักษาคุ้มครอง ปกป้องเคหา ผู้ใดมีจิตคิดร้ายขอให้กลับใจเมตตา โรคภัยนานาขออย่าได้พบพาล ลาภและยศขอให้ปรากฏขึ้นทั้งแปดทิศ มิตรขอให้เกิดขึ้นทั้งแปดด้าน ผู้ใดเห็นหน้ากูแล้วขอให้มันรัก ผู้ใดทักกูแล้วขอให้มันหลง โอม มหาสาลิกา กรึง กะระณัง ตาวัง ตาวา มะมะ เอหิ สวาหะ” หลักการใช้สาลิกานั้น จำเป็นมากที่ต้องพยายามเรียกใช้เสมอ ยิ่งใช้ยิ่งศักดิ์สิทธิ์

นอกจากนี้ต้องปลุกเสกด้วยคาถา “วันนะ วันนา สาลิกาโย พุทธังสิโรวาหะมะมะ” สมัยหลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่น้อยคนมากที่ได้มา เพราะท่านหวงเหลือเกินครับ(ท่านกลัวจะนำไปใช้ในทางที่ไม่ดี) มีส่วนผสมเป็นขี้ผึ้งของท่านครับขนาดที่ท่านต้องเอาฝังดินซ่อนไว้ เพราะหลานสาวของท่านโดนผู้ชายที่นำสีผึ้งของท่านไปทำสเน่ห์ใส่ครับ ท่านเลยหวงมาก และยังนำขี้ผึ้งที่อุดปากศพมาผสมหลังจากนั้นนำไปใส่โลงนั่งปลุกเสกจนนกสาริกามาเกาะจึงใช้ได้ท่านว่าอย่างนั้น

ปลัดขิกศรณ์นารายณ์ เป็นเครื่องรางอีกอย่างที่หลวงปู่ตั้งใจจัดสร้างขึ้นด้วยกุศโลบายที่เยี่ยมยอด ศรณ์ของพระนารายณ์ไม่เคยพลาดเป้า ปัดเป่าความชั่วให้หายสิ้น เป็นเครื่องรางที่หลวงปู่สร้างและติดย่ามของท่านตลอดเวลา

หลวงพ่อสนิท เป็น พระอริยสงฆ์ที่รักสันโดษเป็นอย่างมาก กล่าวถึงเมื่อก่อนที่สังขารของท่านจะร่วงโรย ท่านจะถือธุดงควัตร ออกธุดงค์อยู่ตลอดเวลา ท่านไม่สะสมสิ่งของมีค่าใดๆทั้งสิ้น วัตถุ หรือทรัพย์สินต่างๆ

มีเมตตาสูง ไม่เคยแยกแยะว่าผู้มาหาจะมีฐานะร่ำรวย หรือยากจนอย่างไร ท่านก็ยังคงปฏิบัติต่อญาติโยมทุกคนเท่าเทียมกันหมด และตัวท่านเอง ก็ยังมีความเชี่ยวชาญในศาสตร์หลายแขนง

เมื่อครั้งในอดีตท่านเคยรักษาผู้ป่วยที่มาพึ่งบารมีทั้งที่ป่วยจากโรคภัยไข้เจ็บและที่ ป่วยจากการโดนคุณไสยต่างๆ

สาธุชนที่เคยไปกราบ หรือ หรือไปขอพึ่งบารมีหลวงปู่จะสามารถสัมผัสจิต อันอัศจรรย์ของหลวงพ่อสนิทท่าน ได้ด้วยตนเอง ดังเช่นการรู้วาระจิตล่วงหน้าว่า จะมีใครมาหา มากี่คน มาหาด้วยเรื่องอะไร เป็นต้น นอกจากนี้หลวงพ่อสนิทท่านยังรักษาสัจจะวาจาเท่าชีวิตดังนั้นคำพูดทุกคำที่ออกจากปาก ท่านจึงเป็นจริงดังวาจาสิทธิ์ของพระร่วง ท่านพูดอะไรให้ฟังแล้วสิ่งนั้นจะปรากฏเป็นจริงเสมอ