Toyota Corolla Altis สวยๆ

Altis7894567489671111

Toyota Corolla Altis โตโยต้า อัลติส ได้เปิดตัวไปอย่างเรียบร้อยพร้อมกระแสสุดฮ๊อตในขณะนี้สำหรับ Altis รุ่นใหม่ได้เสริมความสวยงาม และ ความประหยัดน้ำมัน ไว้มากมาย ทั้งสมรรถนะขุมกำลังอันเป็นเลิศ และยังคงรักษาเอกลักษณ์ความเป็น อัลติสไว้อย่างครบถ้วน Toyota Altis

รุ่น 1.8V Navi A/T ราคารถมาตรฐาน 1,079,000 บาท *
* อุปกรณ์มาตรฐาน
ชุดไฟหน้า LED Projector (ปรับระดับแบบอัตโนมัติ)
โคมไฟใช้งานกลางวัน
ระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
กระจกบังลมหน้าแบบกันเสียงรบกวน
ที่ปัดน้ำฝน แบบอัตโนมัติ
เครื่องปรับอากาศ แบบอัตโนมัติ
ระบบนำทางในรถยนต์
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ
มาตรวัดเรืองแสง แบบ Optitron
จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ MID แบบสี
ไฟส่องสว่างบริเวณที่เก็บของด้านผู้โดยสาร
ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย
ระบบกรองอากาศภายในห้องโดยสาร
กระจกบังลมหน้าอัดซ้อนนิรภัย พร้อม Top Shade
ไฟตัดหมอกหน้า

รุ่น 1.8G A/T ราคารถมาตรฐาน 999,000 บาท *
* อุปกรณ์มาตรฐาน
ชุดไฟหน้า LED Projector (ปรับระดับแบบอัตโนมัติ)
โคมไฟใช้งานกลางวัน
กระจกบังลมหน้าแบบกันเสียงรบกวน
ที่ปัดน้ำฝน แบบหน่วงเวลาและตั้งเวลาได้
หัวเกียร์ เมทัลลิก หุ้มหนัง
เบาะนั่งด้านหลัง แยกพับได้แบบ 60:40
ที่วางแขนด้านหลัง พร้อมที่วางแก้วน้ำ พร้อมลายเมทัลลิก
ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ
กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงสะท้อน แบบอัตโนมัติ (EC Mirror) พร้อมแสดงภาพจากกล้องมองหลัง
ระบบกรองอากาศภายในห้องโดยสาร
กระจกบังลมหน้าอัดซ้อนนิรภัย พร้อม Top Shade

รุ่น 1.8E A/T ราคารถมาตรฐาน 849,000 บาท *
* อุปกรณ์มาตรฐาน
ชุดไฟหน้า ฮาโลเจน
กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว ปรับและพับเก็บด้วยไฟฟ้า
สีภายใน สีเบจ
วัสดุตกแต่งแผงคอนโซลหน้า สีดำ
หัวเกียร์ ยูรีเธน
เบาะนั่ง ผ้า / สีเบจ
กระเป๋าหลังเบาะนั่งด้านหน้า ด้านผู้โดยสาร
มาตรวัดเรืองแสง แบบธรรมดา
ระบบเซ็นทรัลล็อก
กระจกบังลมหน้าอัดซ้อนนิรภัย
ไฟเบรกดวงที่สามแบบ LED

รุ่น 1.6G A/T ราคารถมาตรฐาน 844,000 บาท *
* อุปกรณ์มาตรฐาน
ระบบป้องกันการลืมปิดไฟหน้า แบบอัตโนมัติ
กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว ปรับและพับเก็บด้วยไฟฟ้า
กระจังหน้า โครเมียม
แผ่นกันความร้อนใต้ฝากระโปรง
หัวเกียร์ เมทัลลิก หุ้มหนัง
หน้าต่างไฟฟ้า พร้อมระบบ Jam-Protection ด้านคนขับ
เครื่องปรับอากาศ แบบธรรมดา
จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ MID แบบธรรมดา
กุญแจรีโมท
กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงสะท้อน
ระบบสัญญาณเตือนการโจรกรรม TDS

รุ่น 1.6E CNG A/T ราคารถมาตรฐาน 954,000 บาท *
* อุปกรณ์มาตรฐาน
กระจังหน้า โครเมียม
มือเปิดประตูด้านนอก(Grip-Type) สีเดียวกับตัวรถ
คิ้วขอบกระจกประตู โครเมียม
แผ่นกันความร้อนใต้ฝากระโปรง
สีภายใน สีเบจ
วัสดุตกแต่งแผงคอนโซลหน้า สีดำ
หัวเกียร์ ยูรีเธน
แผงบังแดด พร้อมกระจก และฝาปิด
ไฟอ่านแผนที่ด้านหน้า
ระบบเบรก ABS, EBD และระบบเสริมแรงเบรก BA
เบาะนั่งแบบ WIL
ระบบจ่ายเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ CNG แบบหัวฉีด (Injection)
ถังก๊าซธรรมชาติ CNG (ทำจากวัสดุ Chromium Molybdenum Steel) ขนาด 75 ลิตร

รุ่น 1.6J M/T ราคารถมาตรฐาน 779,000 บาท *
* อุปกรณ์มาตรฐาน
ระบบป้องกันการลืมปิดไฟหน้า เตือนด้วยเสียง
กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว ปรับด้วยไฟฟ้า
ที่ปัดน้ำฝน แบบธรรมดา
สีภายใน สีเทา
คอนโซลกลางพร้อมกล่องเก็บของและที่วางแก้วน้ำ
มือจับประตูด้านใน เรซิน
แผงบังแดด
พวงมาลัยปรับระดับได้ 4 ทิศทาง สูง-ต่ำ และใกล้-ไกล ยูรีเธน
ไฟเบรกดวงที่สามแบบ LED
ระบบไล่ฝ้ากระจกหลัง

รุ่น ESPORT ราคารถมาตรฐาน 939,000 บาท *
* อุปกรณ์มาตรฐาน
ชุดไฟหน้า LED Projector (ปรับระดับแบบอัตโนมัติ) พร้อมแถบ Gun Metallic
ชุดไฟท้าย LED
โคมไฟใช้งานกลางวัน
กระจังหน้า โครเมียม พร้อมแถบ Gun Metallic
แผ่นกันความร้อนใต้ฝากระโปรง
สเกิร์ตหน้า
สเกิร์ตข้าง
สเกิร์ตหลัง
สปอยเลอร์หลัง
ท่อไอเสียแบบสปอร์ต
วัสดุตกแต่งฐานเกียร์ เมทัลลิก
เบาะนั่งด้านหน้า แบบสปอร์ต
วัสดุตกแต่งพวงมาลัย เมทัลลิก
แผงใต้ท้องรถพร้อมครีบแหวกม่านอากาศ
ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย
ไฟตัดหมอกหน้า
ไฟเบรกดวงที่สามแบบ LED มีที่สปอยเลอร์หลัง

รุ่น ESPORT Nurburgring Edition ราคารถมาตรฐาน 942,000 บาท *
ราคาชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ 47,000 บาท **
* อุปกรณ์มาตรฐาน
ชุดไฟท้าย LED
โคมไฟใช้งานกลางวัน
กระจังหน้า Piano Black พร้อมแถบ Gun Metallic
แผ่นกันความร้อนใต้ฝากระโปรง
สเกิร์ตข้าง
ท่อไอเสียแบบสปอร์ต
แผงใต้ท้องรถพร้อมครีบแหวกม่านอากาศ
หัวเกียร์ Piano Black หุ้มหนัง
วัสดุตกแต่งฐานเกียร์ Piano Black
เบาะนั่งด้านหน้า แบบสปอร์ต
ระบบนำทางในรถยนต์
วัสดุตกแต่งพวงมาลัย Piano Black
จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ MID แบบสี
ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย
กล้องมองหลัง
ไฟตัดหมอกหน้า LED
** ชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ
สเกิร์ตหน้า / หลัง ดีไซน์พิเศษ
สปอยเลอร์หลัง พร้อมไฟเบรกดวงที่สามแบบ LED ดีไซน์พิเศษ
สติ๊กเกอร์บริเวณด้านข้างตัวรถ Nurburgring Edition
เครื่องเสียง AM / FM / DVD / CD / MP3 / MP4 / WMA หน้าจอสัมผัส 7 นิ้ว / ช่องต่อ USB / HDMI / SD-Card และรองรับบริการพิเศษจาก smart G-BOOK
พรมปูพื้นดีไซน์พิเศษ

Toyota Corolla Altis สามารถทำอัตราความประหยัดน้ำมันได้มากถึง 17 กิโลเมตร/ลิตร ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ 1ZR-FE Dual VVT-i

ราคา Toyota Corolla Altis 2016

รุ่น 1.6 J M/T ราคา 779,000 บาท

รุ่น 1.6 G A/T ราคา 844,000 บาท

รุ่น 1.8 E A/T ราคา 849,000 บาท

รุ่น 1.8 ESport A/T ราคา 939,000 บาท

รุ่น 1.8 ESport Nurburgring A/T ราคา 942,000 บาท

รุ่น 1.8 G A/T ราคา 999,000 บาท

รุ่น 1.8 V Navi A/T ราคา 1,079,000 บาท

รุ่น CNG 1.6 E A/T CNG ราคา 954,000 บาท

 

อ่านต่อได้ที่ http://www.automotor789.com/search/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C/price-toyota/

หลวงพ่อดำ วัดท่าสุธาราม

45678657

หลวงพ่อดำ จันทสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าสุธาราม

วัดท่าสุธารามตั้งอยู่ หมู่ที่ 2 ตำบลตะโก อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร พระอธิการดำ (หลวงพ่อดำ) จันทสโร ชื่อเดิมเดิม ดำ สมขวัญ ชาติกำเนิด เกิดที่บ้านคลองโชน (ตะโกนอก) ในขณะนั้นยังเป็น หมู่ที่ ๓ ตำบลตะโก อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ผู้ให้กำเนิด นายขวัญ สมขวัญ หรือบิดาของหลวงพ่อดำ มีภรรยา ถึง ๓ คน ตามลำดับ ดังนี้

คนที่ ๑ นางหนู สมขวัญ มีลูกด้วยกัน ๑ คน คือ

-นายนุ้ยแก้ว สมขวัญ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

คนที่ ๒ นาวสุข สมขวัญ มีลูกด้วยกัน ๓ คน คือ

-นายบ่าว สมขวัญ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

-นางแดงน้อย สมขวัญ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

-นายดำ สมขวัญ (หลวงพ่อดำ จนทสโร)

คนที่ ๓ นางนุ้ย สมขวัญ มีลูกด้วยกัน ๔ คน คือ

-นายหีด (มอง) สมขวัญ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

-นางวอน สมขวัญ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

-นายใย สมขวัญ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

-นายบ่าว สมขวัญ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

หลวงพ่อดำ จันทสโร เป็นลูกคนที่ ๓ ของภรรยาคนที่ ๒ ของบิดา เด็กชายดำ สมขวัญได้ถือกำเนิดลืมตาดูโลกเมื่อ วันอังคาร เดือน ๕ ปีเถาะ ตรงกับวันที่ ๒๐ เดือน เมษายน พ.ศ. ๒๔๑๗ เมื่อสมัยเป็นเด็กก็ซุกซน ามประสาเด็กตามท้องไร่ท้องนา แต่มีอุปนิสัยแปลกกว่าเด็กทั่วไปอยู่อย่างหนึ่งคือ ชอบในทางวิชาคาถาอาคม เมื่อเติบโตพอที่จะเข้ารับการศึกษาได้ บิดาก็นำไปฝากกับพระอาจารย์ ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดท่าสุธาราม(สมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียนประชาบาล)ท่านพยายามศึกษาเล่าเรียน ภาษาไทย จนอ่านออกเขียนได้ และสนใจศึกษาเกี่ยวกับเวทย์มนต์ ต่าง ๆ ในทางป้องกันตัว

พอเข้าสู่วัยรุ่นก็ออกจากวัดไปอยู่บ้านประกอบอาชีพทำไร่ ไถนา ช่วยเหลือดามารดา ตามประของคนชนบท เมื่อกลับไปอยู่บ้านไม่นานนักก็เบื่อความจำเจของชีวิตในบ้านเกิดเพราะท่านไม่ชอบอยู่กับที่นาน ๆ ประกอบย่างเข้าสู่วัยรุ่น เป็นวัยที่อยากรู้ อยากลอง เพื่อหาประสบการณ์ให้แก่ชีวิต พออายุย่างเข้า 17 ปี ท่านก็อำลาบ้านเกิด ลาบิดามารดา ออกไปเผชิญชีวิตตามลำพัง โดยได้เดินทางไปยังจังหวัดระนอง เพื่อหางานทำ (สมัยนั้นต้องเดินทางด้วยเท้า) ตามประสาคนหนุ่มคะนอง พร้อมกันนั้นก็พยายามเสาะแสวงหาอาจารย์ดีๆที่มีเวทมนต์คาถาขลังๆ เพื่อศึกษาเพิ่มเติมท่านเล่าว่า ได้พบอาจารย์ที่มีขมังเวทย์วิทยาเป็นอย่างดี

ท่านจึงงมอบตนเข้าเป็นศิษย์ ศึกษา และปฏิบัติ โดยการอาบน้ำผสมสมุนไพร ศึกษาวิชาด้านการเล่นไฮโล ถั่ว โปป่น ไพ่หรือตามภาษาพูดว่า “วิชาศิลป์ทางนักเลง” (แต่มิใช่อันธพาล) ตากระนอง ท่านล่องให้ไป พังงา ภูเก็ต โดยการใช้การพนันเป็นอาชีพ อดบ้าง กินบ้าน จนบ้าง รวยบ้าง ไปตามเรื่องตามราวของวัยหนุ่ม คะนอง แต่ท่านไม่ชอบอยู่อย่างหนึ่ง คือไม่ชอบเพศตรงข้าม (ผู้หญิง) เหมือนวัยหนุ่มคนอื่นๆแม้กระนั้นก็หนีไม่พ้นธรรมชาติของมนุษย์ที่ยังมีกิเลสตัณหา ท่านเล่าว่า เคยมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนหนึ่งที่จังหวัดระนอง จนกระทั่งได้เสียกัน แต่มิได้อยู่ร่วมกันอย่างเปิดเผยเหมือนสามีภรรยาคู่อื่นๆ ต่อมาท่านทราบว่า ผู้หญิงคนนั้นเป็นใจและร่างกายให้กับชายอื่นอีก ด้วยความหึงหวงประกอบกับเป็นคนร้อนวิชา ท่านจึงได้ทำร้ายร่างกายผู้หญิงคนนั้น โดยการตัดนมออกเสียข้างหนึ่งแล้วท่านก็หลบหนีความผิดที่ได้กระทำขี้นไปอยู่ทีจังหวัดภูเก็ต และที่จังหวัดภูเก็ตท่านได้พบอาจารย์ที่เก่งทางคุณไสยวิทยายาสั่ง ท่านต้องการศึกษาวิชาคุณไสยกับอาจารย์ท่านนั้น แต่อาจารย์ไม่ยอมรับเพราะอาจารย์ท่านนั้นเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม แต่ท่านเป็นชาวพุทธ ผู้ที่จะเข้าเป็นศิษย์ของอาจารย์ท่านนั้น ต้องเข้าจารีตศาสนาอิสลามเสียก่อน ด้วยความอยากรู้อยากเรียรในวิชาแขนงนี้เป้นอย่างมากท่านจึงยอมเข้า จารีตประเพณีของอิสลาม โดยการเข้า “สุนัด” เมื่อเข้าสุนัดแล้วอาจารย์อิสลามจึงรับเป็นศิษย์สอนวิชาคุณไสยให้โดยมิได้ปิดบัง ท่านใช้ชีวิตร่อนเร่ไปเรี่อย ๆ บางครั้งท่านยังร่วมกับสมัคพรรพวก ข้ามแดนไปประกอบอาชีพ ถึงประเทศพม่า ท่านใช้ชีวิตวัยหนุ่ม เที่ยวไปในดินแดนตะวันตกตอนใต้ของประเทศไทย จนมีอายุได้ 22 ปีจะด้วยความเบื่อหน่ายในชีวิตฆราวาส หรือบุญบารมีทางพระพุทะศาสนา เขามาครอบครอง จิตใจ ก็มิอาจทราบได้ ่านจึงได้เดินทางจากจังหวัดภูเก็ตกลับมาจังหวัดระนอง แล้วมุ่งหน้าเข้ามาที่วัดละอุ่นเหนือ กิ่งอำเภอละอุ่น (สมัยนั้น) และเช้าบรรพชาอุปสมบทเป้นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา

ตั้งแต่บัดนั้น (พระอุปัชฌาย์ที่ให้การอุปสมบทท่านชื่ออะไร ข้าเจ้าจำไม่ได้เพราะท่านเล่าให้ฟังตั้งแต่ข้าพเจ้า อายะเพียง ๙ ขวบ)

ชีวิตในเพศบรรพชิต เมื่อท่านได้บรรพชาอุปสมบทในพระพุทะศาสนา ณ วัดละอุ่นเหนือแล้วท่านก็ได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน พระไตรปิฎก ปฏิบัติธรรมวินัย เพื่อความสงบแห่งจิตใจท่านเล่าว่าได้เคยเดินธุดงค์ข้ามไปยังประเทศพม่าเพื่อแสวงหา ความรู้เพิ่มเติมและนมัสการพระบรมธาตุชะเวดากอง และจำพรรษาอยู่ในประเทศพม่า จนท่านพูดภาษาพม่าได้อย่างคล่องแคล่ว

เมือเดินทางกลับประเทศไทย และจำพรรษาอยู่ที่วัดละอุ่นเหนือ จนได้ 8 พรรษา ท่านได้ระลึกถึงโยมบิดา โยมมารดา ญาติพี่น้อง และบ้านเกิดเมืองนอนที่ตะโก เพราะท่านได้จากไปตั้งแต่ อายุ 17 ปีจนบรรพชา อุปสมบท แล้ว ถึง 8 พรรษา ไม่เคยย่างกรายกลับมาบ้านเลย เมื่อกลับมาถึงตะโก เยี่ยมโยมพ่อ โยมแม่ ฐาติพี่น้องพอสมควรแก่เวลา ท่านก็จะเดินทางกลับ

ไปวัดตะโกนอกเพราะขณะนั้น เป็นวัดร้างอยู่ ท่านขัดความตั้งใจจริงของโยมพ่อ โยมแม่ และพี่น้องไม่ได้จึงต้องอยู่จำพรรษา

ที่วัดตะโกนอก ตามคำขอร้อง เมื่อท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดตะโกนอก ท่านก็ได้พัฒนาหมู่บ้าน และพัฒนาด้านการศึกษาของ อนุชนในหมู่บ้าน โดยการสร้างโรงเรียนประชาบาล ขึ้นที่วัดตะโกนอก (ปัจจุบัน วัดตะโกนอกเป็นวัดร้าง และโรงเรียนก็ย้ายไปสร้างที่โรงเรียนวัดผุสดีภูผาราม)ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดตะโกนอก จนได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส และเป็นเจ้าคณะแขวง (ตำบล)ตะโก จนถึง พ.ศ. 2478 ท่านได้รับนิมนต์จากชาวบ้านท่า เพราะที่วัดท่าได้ว่างเจ้าอาวาส เนื่องจากพระอธิการพัน อินทสุวณโณ เจ้าอาวาสวัดท่ารูปเดิมได้มรณภาพลง

ท่านจึงมาจำพรรษา เป็นเจ้าอาวาสวัดท่าสุธาราม จนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต เมื่อวันพุธ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๘ ตรงกับ วันที่ ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๗

วัดท่าสุธารามก่อนที่ท่านจะได้ติดตามประวัติชีวิต หลวงพ่อดำ จนฺทสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าสุธารรามต่อไป

ขอย้อนกล่าวประวัติความเป็นมาของวัดท่าสุธารม ตามที่พอจะสืบทราบได้เพียงน้อยนิด เสียก่อน เพื่อจะได้เชื่อมโยงกับชีวประวัติหลวงพ่อดำต่อไป

วัดท่าสุธาราม แต่ก่อนนั้น เรียกชื่อว่า ” วัดหัวท่า ” ตามที่ผู้เฒ่าผู้แก่ในสมัยก่อนได้เคยเล่าให้ฟังว่าวัดหัวท่า เป็นท่าจอดเรือของชาวบ้านที่สัญจรไปมา หรือนำสินค้าจากต่างเมืองมาขายในละแวกบ้านท่าเพราะสมัยก่อนการคมนาคมที่สะดวกที่สุมีแต่ทางเรือเท่านั้น เนื่องจากที่วัดท่ามีลำคลองที่ใหญ่ และยาวที่สุดในตะดกไหลผ่าน คือ “คลองเพรา” เมื่อคนต่างถิ่นที่เดินทางมาบ้านท่าตะดก จะต้องมาจอดเรือที่หน้าวัดท่า(ในสมัยข้าพเจ้าเป็นเด็กยังจำได้ว่า มีเรื่อใบสามหลักมาจอดส่งสินค้าที่หน้าวัดท่า พวกทำไม้ซุงก็ใช้คลองเพราะแห่งนี้ ล่องไม้ซุงไปโรงเลื่อยปากน้ำตะโก มิใช่ตื้นเชินเหมือนทุกวันนี้ ) ต่อมาชื่อ “วัดหัวท่า”

ได้เพี้ยนไปคงเหลือแต่คำว่า “วัดท่า” และได้มาเพิ่มชื่อเป็น “วัดท่าสุธาราม” เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๔วัดหัวท่า หรือวัดท่า หรือวัดท่าสุธาราม สร้างเป็นวัดขึ้นมาสมัยใดไม่มีมีใครอาจทราบได้แน่ชัด ข้าพเจ้า เคยถามคนแก่ ๆ ที่มีอายุ ๙๐ ปี ขึ้นไป ก็ไม่อาจทราบได้ รู้แต่เพียงว่าเมื่อเขาเติบโตขึ้นมาก็มีวัดท่าแห่งนี้แล้ว เพียงแต่พอทราบเป็นเลา ๆ ว่าเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดท่ามีชื่อว่า”พ่อท่านปลิ้น” พื้นแพเดิมเป็นคนนครศรีธรรมราช ต่อมาจากพ่อท่านปลิ้น ก็มีเจ้าอาวาส อีกรูปหนึ่งซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “พ่อคุณ” เป็นพระอุปัชฌาย์ ด้วย ไม่ทราบว่าท่านพ่อคุณเป็นคนที่ไหน เป็นเจ้าอาวาสกี่ปี ไม่มีใครยืนยันแน่ชัด ต่อมามีเจ้าอาวาสอีกรูปหนึ่งมีชื่อว่า “พระครูแดง” เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านไปเสียชีวิตในทะเล เมื่อคราวเดินเข้าบางกอกโดยทางเรือ ได้ถูกพายุเรือล่ม ท่านเสียชีวิตในทะเล ชาวบ้านจึงเรียกนามท่านในสมัยต่อมาว่า “หลวงพ่อแดงตกเล”ต่อจากหลวงพ่อแดง ไม่มีเจ้าอาวาสอยู่อีก วัดท่าจึงกลายเป็นวัดร้าง ระยะหนึ่ง

จนถึงสมัยพระอธิการขำ ปุญมณี ได้มาจำพรรษาบูรณะซ่อมแซม ก่อสร้างวัดท่าขึ้นใหม่ อีกครั้ง ท่านได้สร้างศาลาธรรมขึ้น และเปิดสอนหนังสือให้แก่อนุชนในหมู่บ้านเท่าที่จำเป็นครั้งแรกนักเรียนรุ่นแรก ที่ข้าพเจ้า พอจะทราบจากการบอกเล่าของคุณพ่อ ที่ข้าพเจ้า จำได้มี นายเกตุ อารีย์ นายแดง (หมื่นรักษ์บุญร่วม) นายคลิ้ง ฐิตะฐาน (หลวงวิศลวิธีกัลป์) โดยพระอธิการขำ เป็นครูสอนเอง ต่อมามี ครูวรรณ พรหมจรรย์ เป็นครูสอนอีกคนหนึ่ง

พระอธิการขำ ปุญมณี ท่านมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในด้านการศึกษา ท่านเห็นว่าที่ดินของวัดท่ามีน้อย คงไม่เพียงพอกับการขยายการศึกษาในกว้างขวางชึ้นได้ ท่านจึงได้ไปจับจองที่ดินที่ใกล้วัดควน ไว้เป็นที่สำหรับสร้างโรงเรียนโดยเฉพาะ จำนวน ๑๐๐ ไร่ (ปัจจุบันยังเหลือเพียง ๗๓ ไร่) ท่านได้เล็งเห็นการณ์ไกลว่าต่อไปภายหน้าการศึกษาจะต้องกว้างไกลขึ้น ต้องใช้สถานที่มากพอสมควร ในการที่จะขยับขยาย อาคารเรียนออกไปแต่ท่านยังไม่ทันที่จะขยับขยายอาคารเรียนใหม่ ท่านก็ได้ มรณภาพเสียก่อน ที่ดินของวัดควนเสาธง หมู่ ๙ ตำบลตะโก จึงเป็นทิ่ดินสำหรับโรงเรียนวัดท่าสุธารามมาถึงปัจจุบันนี้เมื่อ พระอธิการขำ ปุญมณี เจ้าอาวาสวัดท่าในสมัยนั้นมรณภาพลง วัดท่าจึงว่างเจ้าอาวาสอีกวาระหนึ่งชาวบ้านท่าจึงได้พร้อมใจกันไปนิมนต์ พระอธิการพันอินทสุวณโณ ซึ่งจำพรรษาอยู่ทีวัดแหลมปอ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ มาเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าต่อไป พระอธิการพัน อินทสุวณโณ ได้ปรับปรุงซ่อมแซมเสนาสนะที่ชำรุดทรุดโทรม เช่น ศาลาโรงธรรม โรงอุโบสถ กุฏิ และริเริ่มสร้างอาคารเรียนโรงเรียนวัดท่าชึ้นในที่ดินของชาวบ้านใกล้วัดทางด้านทิศใต้ ซึ่งมีจิตศรัทธา อุทิศเป็นที่สร้างอาคารเรียนโรงเรียน สร้างเสร็จ และเปิดทำการสอน เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๔ (ในที่ซึ่งอาคารเรียนโรงเรียนชุมชนวัดท่าสุธารามปัจจุบัน อันมีต้อนมะขามเฒ่าเป็นสัญลักษณ์ )แต่การสร้างอุโบสถของท่านยังไม่ทันเสร็จสมบูรณ์ ท่านก็มรณภาพเสียก่อน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗รวมระยะเวลาที่พระอธิการพัน มาจำพรรษาอยู่ที่วัดท่า เป็นระยะเวลา ๑๗ ปีเมื่อ พระอธิการพัน อินทสุวณโณ มรณภาพลง วัดท่าก็ว่างเจ้าอาวาสอีกครั้ง บรรดาชาวบ้านท่าจึงได้ยกขบวนกันไปนิมนต์ พระอธิการดำ จนฺทสโร ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดตะโกนอกมาเป็นอาวาส ต่อไป

เมื่อท่านได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดท่า ท่านก็ได้ดำเนินการสานต่อในการสร้าง อุโบสถสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ท่านได้พัฒนาวัดวาอาราม ให้มีความเจริญ รุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ ทั้งทางด้านวัตถุ และพัฒนาจิตใจของชาวพุทธ ให้มีความแจ่มแจ้งขึ้น ในสมัยที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าท่านได้รับความเคารพนับถือจากชาวบ้านทั้งใกล้ และไกลเป็นอย่างมาก จะสังเกตได้จากเวลาที่วัดท่ามีการมีงานวัด หรืองานเทศกาลต่างๆ ประชาชน ทั้งบ้านใกล้บ้านไกลจะมาร่วมงานกันอ่างล้นหลามโดยไม่ต้องกะเกณฑ์ เพียงแต่ขอให้รู้ว่า วัดท่าจะมีงานเท่านั้น เขาจะแห่แหนกันมาช่วยเหลือทันที สำหรับตัวท่านมีสัมมาปฏิบัติที่สูงส่ง มีพร้อมทั้งเมตตา กรุณา และวางอุเบกขา เพราะบุญบารมีที่ท่านบำเพ็ญมาตลอดนี้เอง จึงทำให้ท่าน “ศักดิ์สิทธิ์” ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ โอยเฉพาะความมี “วาจาสิทธิ์” ของท่านทำให้ผู้รับฟังเคารพนับถือมาก เพราะถ้าพุดอะไรออกไป มักจะเป็นจริงตามคำพูดของท่าน ดังตัวอย่างที่จะหยิบยกมาให้ท่านรับทราบเป็นบางเรื่องดังนี้ด้านวาจาสิทธิ์

เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ หรือสงครามมหาเอเซียบูรพา ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ฝ่ายทหารญี่ปุ่นอันเป็นลูกจักรพรรดิ์หวังจะครองโลก ได้ยกพลขึ้นบกประเทศไทย เพื่อขอผ่านทัพไปตีพม่า มาเลเซีย สิงคโปร์ ประเทศไทยซึ่งมีกำลังน้อยจะต้านทานไม่ไหว จึงยอมเป็นพันธมิตร ฝ่ายสัมพันธมิตรตรงกันข้ามอันมีอเมริกาเป็นพี่เบิ้ม ได้ตามล้างตามผลาญทหารญี่ปุ่นไปทุกหัวระแหง โดยการทิ้งระเบิดตัดเส้นทางคมนาคม และจุดที่ตั้งของกองทหารญี่ปุ่น ที่ตำบลตะโก โดนทิ้งระเบิดสะพานโค้ง เมื่อ เดือน ธันวาคม ๒๔๘๘ ที่วัดท่าก็มีกองทหารญี่ปุ่นมาตั้งกองร้อยอยู่ด้วยทำให้เป็นที่หวาดกลัวของชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง เพราะวัดอยู่ห่างจากจุดยุทธศาสตร์ เพียง ๕๐๐ – ๖๐๐ เมตรเท่านั้น ชาวบ้านได้นิมนต์ให้หลวงพ่อหลบภัยสงครามไปอยู่ที่อื่นเสียก่อน แต่ท่านไม่ยอมไป และบอกว่า “ที่วัดท่าอย่าว่าแต่ลูกระเบิดเลย แม้แต่สะเก็ดระเบิด หรือลูกปืนจะไม่ถูกสิ่งใดให้ได้รับความเสียหาย พวกเจ้าจงหลบไปก่อนเถิด เพื่อความปลอดภัย เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ไม่ต้องห่วงข้า” และก็เป็นจริงอย่างที่ท่านบอก เมื่อเครื่องบินพันธมิตรมาทิ้งระเบิดสะพานโค้งรถไฟ และยิงกราดด้วยปืนกลอากาศ เพื่อฆ่าพวกทหารญี่ปุ่นสะเก็ดระเบิด หรือลูกปืนไม่เคยพลัดตกลงในวัดเลย ส่วนบ้านใกล้วัดโดนกันหมดทุกบ้าน(แม้แต่บ้านข้าพเจ้าก็ถูกสะเก็ดระเบิด และคมลูกปืนพรุนไปหมดทั้งบ้าน)เมื่อชาวบ้านได้เห็นอภินิหารเช่นนั้น เมื่อเครื่องบินมาโจมตีครั้งหกลังๆ ก็แห่กันมาหลบภัยกันอยู่ในวัดแม้แต่ทหารญี่ปุ่นเองก็แห่กันมาหลบภัยกันอยู่ในวัดเช่นกันด้านการวางเฉย หรืออุเบกขา ตามที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วว่าท่านมีปฏิปทาในอุเบกขาญาณ หรือความวางเฉยในเหตุการต่างๆเกือบทกกรณี มีอยู่วันหนึ่งพระครูวิชัยธารโสภณ(สมณศักดิ์)ในสมัยนั้นซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดต้นกุล หลังสวน ได้เดินทางมาหาท่านที่วัดท่า จะเป็นเพราะเหตุใดไม่อาจทราบได้พระครูวิชัยธารโสภณ ได้ท้าหลวงพ่อให้นอนแข่งกันว่าใครจะนอนได้นานที่สุด โดยมีกติกาว่า เมื่อเริ่มนอนแล้วจะไม่ลุกขึ้นนั่งหรือยืนเดินทุกอย่าง ภัตตาหารก็ไม่ต้องฉัน ถ่ายหนักหรือถ่ายเบาไม่เอาทั้งนั้นถ้าใครลุกก่อนถือเป็นแพ้ หลวงพ่อถามพระครูวิชย ว่า”ท่านจะทนได้หรือ” พระครูวิชัย ตอบว่า ” ก็ลองดูกันก่อน” หลวงพ่อจึงตอบตกลง เมื่อฉันภัตตาหารเช้าเรียบร้อยแล้วก็เริ่มนอนจะหลับหรือตื่นไม่สำคัญ ขอให้นอนอย่างเดียว ผลปรากฏออกมาว่าพระครูวิชัยธารโสภณนอนได้ ๒ วัน กับ ๑ คืนเท่านั้นก็ยอมแพ้ ส่วนหลวงพ่อนอนได้ ๓ วัน ๓ คืนโดยอาหารไม่ตกถึงท้อง ถ่ายหนักถ่ายเบาไม่ต้องถ่ายมีอยู่อย่างเดียวที่ท่านขาดไม่ได้คือ หมาก และข้าพเจ้าเป็นผู้จีบหมาก จีบพลูถวายท่านเป็นระยะ เมื่อท่านต้องการ พระครูวิชัยฯ ลุกขึ้นกราบและสารภาพว่า” กระผมยอมแพ้ครับ” หากเป็นคนธรรมดาอย่างเราท่านๆจะทำได้ไหม นอนเฉยๆ ไม่กิน ไม่ถ่าย ไม่ลุก ข้าพเจ้าเชื่อว่าผู้ที่ไม่เคยฝึกปฏิบัติญาณสมาบัติคงจะทำไม่ได้ แต่หลวงพ่อทำได้ทางด้านการอยู่ยงคงกระพัน รั้งหนึ่งทางข้าราชการได้ประกาศให้ทุกคนฉีดวัคซีน ป้องกันอหิวาตกโรคเนื่องจากโรคอหิวาระบาดเกือบทั่วประเทศ แม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้าก็ไม่เว้น หมอจะออกบริการฉีดวัคซีนตามที่ต่างๆ เช่น โรงเรียน สถานีรถไฟ ซึ่งสมันนั้นต้องอาศัยทางรถไฟทางเดียววันนั้นข้าพเจ้าจำได้ว่า หลวงพ่อได้ไปสถานีรถไฟ เพื่อจะเดินทางไปวัดขันเงิน หลังสวน ระหว่างที่ไปรอรถไฟอยู่นั้น เจ้าหน้าที่อนามัยเขาก็บริการฉีดวัคซีนให้แก่ทุกคน ทีจะไปขึ้นรถไฟ เมื่อถึงคิวหลวงพ่อ หมอปักเข็มลงไป กดเท่าไหร่ก็ไม่เข้า จนเข็มหักหมอตกใจ แต่ยังสงสัยว่าเข็มเล่มนั้นคงจะไม่คม จึงเปลี่ยนเข็มใหม่ที่ยังไม่เคยใช้เลย ผลปรากฏว่า ปักไม่เข้าหมอยกมือไหว้แล้วถามว่า “จะทำอย่างไรหลวงพ่อ” หลวงพ่อจึงพยักหน้าแล้วบอกว่า “ฉีดเถอะ”พอหมอปักเข็มฉีดใหม่ก็ฉีดได้เหมือนบุคคลทั่วไป ตามที่เล่ามานี้พอเป็นอุทาหรณ์แห่งปาติหาริย์ของหลวงพ่อ ที่ข้าพเจ้าได้ประสบมากับตนเองและยังมีอีกหลายเรื่อง

ในปาติหารย์ของท่านแต่จะไม่เล่าในที่นี้เพราะเนื้อที่จำกัดในบั้นปลายของชีวิต ของหลวงพ่อดำ จันทสโร ท่านได้ปล่อยวางหมดทุกสิ่งทุกอย่างการบริหารภายในวัด ท่านมอบให้พระปลัดสุพิย์ สิริมงคโล(สมัยนั้น) เป็นผู้บริหารรับภาระธุระในการพัฒนา ทั้งภายใน และภายนอก และหลวงพ่อดำ ท่านมีโรคประจำตัวอยู่อย่างหนึ่ง คือ โรคกระเพาะอาหาร ท่านต้องฉันภัตตาหารที่อ่อนๆ และเหลวๆอยู่เป็นประจำ เช่นข้าวต้ม ท่านเคยบอกข้าพเจ้าว่า “วิชาเกี่ยวกับมนต์คาถา หรือไสยเวทย์ อิทธิฤทธิ์อิทธิเดช ถ้าไม่จำเป็นอย่าเรียนหรือฝึกฝนเลย เพราะเป็นของร้อนทำกินไม่เกิด ดูเช่นหลวงพ่อนี้ดีแต่เป็นพระ ถ้าเป็นฆราวาส คงไม่มีหลักแหล่งจะอาศัย เพราะคนที่ศึกษาทางนี้จะเป็นคนใจร้อนมุทะลุดุดันเก่งกว่าใครเข แล้วจะเอาตัวไม่รอด” สำหรับอุปนิสัยโดยทั่วไปของหลวงพ่อดำท่านเป็นคนชอบเด็กๆโดยเฉพาะเด็กๆจะเห็นได้ว่าในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่หลวงพ่อท่านจะเรียกเด็กนักเรียนมาและแจกขนมให้ทานในตอนกลางวันเป็นประจำ สิ่งที่ท่านชอบฉันมากที่สุดคือขนมเปีย และเสียงประทัด ส่วนการละเล่นพื้นเมืองท่านชอบคือ มโนราห์ ฉะนั้นบรรดาชาวบ้านขอให้ท่านช่วยเหลือ มักถวาย ขนมเปีย และเสียงประทัด เป็นประจำตั้งแต่ท่านมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ แม้ท่านมรณภาพไปนานแต่ดวงวิญญาณของท่านก็ยังเป็นที่พึ่งทาง ใจของพวกเราชาวตะโกและคนที่ไปสักการะ กิตติศัพท์ของทลวงพ่อได้ลือกระฉ่อนไปไกลแม้แต่เมืองฝรั่ง ยังรู้กิตติศัพท์ความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน

ชีวประวัติของหลวงพ่อดำ จันทสโร ตามที่ข้าพเจ้าได้เก็บรวบรวมและเรียบเรียงไว้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่รุ่นต่อๆไป

ท่านผู้อ่านที่มีเกีรติทุกท่านที่ได้อ่านชีวประวัติของหลวงพ่อดำ จันทสโร ที่ข้าพเจ้าได้เรียบเรียงไว้ทังหมดนั้น มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น(ชีวประวัติของท่านน่าศึกษาอีกมาก) เนื่องจากข้าพเจ้าได้เขียนมาจากคำบอกเล่าของหลวงพ่อบวกกับความทรงจำของข้าพเจ้า ที่ได้ประสบพบเห็นได้ด้วยข้าพเจ้าเอง ในขณะที่ได้มารับใช้หลวงพ่อในชีวิตบั้นปลายของท่าน ซึ่งในขณะนั้นท่านก็ชรามากแล้ว อาจจะขาดตกบกพร่องอยู่บ้างในบางส่วน ก็ต้องขออภัยไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย

เขียนโดย ประสงค์ บุญร่วม

เรียบเรียงโดย อ้น ระโนด

Renault Grand Scenic

All-New-Renault-Grand-Scenic-7899444

ตลาดรถยนต๋มินิแวนค่อนข้างจะไปได้สวยกว่ารถเอสยูวีด้วยซ้ำ นับเป็นตลาดดาวรุ่งที่น่าจับตาของหลายๆค่ายรถยนต์ก็ว่าได้ ถ้าวิเคราะห์แล้วสังคมในปัจจุบันโดยเฉพาะสังคมในเมืองเริ่มมีพื้นที่ในการใช้รถยนต์แคบลงเรื่อยๆทำให้เอสยูวีมีบทบาทน้อยลง รถยนต์ขนาดเล็กมีคนให้ความสนใจมากขึ้นจึงไม่แปลกเลยว่ามินิแวนเป็นอีกทางเลือกของคนในเมือง Renault Grand Scenic อีกหนึ่งจุดขานที่ชัดเจนมากๆคือการออกแบบเน้นความสวยหรูสไตล์ Renault พร้อมล้อขนาด 20 นิ้ว โดยตัวถังมีความยาวกว่า Scenic รุ่นมาตรฐาน 24 เซนติเมตร มีพื้นที่ห้องสัมภาระมากถึง 718 ลิตรในรุ่น 5 ที่นั่งซึ่งก็มากกว่า Scenic ปกติที่มีความจุแค่ 222 ลิตร ฐานล้อยาวมากกว่า D-Segment ถึง 2,804 มิลลิเมตร พร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2 รุ่นได้แก่ Energy TCe 115/130 เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ เครื่องยนต์ดีเซล 5 รุ่นได้แก่ Energy dCi 110, dCi 110 Hybrid Assist , Energy dCi 110 EDC เกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ, Energy dCi 130 , Energy dCi 160 EDC เกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 6 จังหวะ Renault Grand Scenic ยกระดับความปลอดภัยด้วยระบบเบรกอัตโนมัติที่ ตรวจจับคนเดินถนนได้ที่ความเร็วระหว่าง 7 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจนถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง , ระบบควบคุมรถให้ตรงเลนในช่วงความเร็ว 70-160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงพร้อมระบบควบคุมพวงมาลัยให้ตรงเลนอัตโนมัติ, ระบบตรวจจับอาการเมื่อยล้าของผู้ขับขี่ที่ความเร็ว เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ISUZU D-MAX Beast แต่งพิเศษ

สำหรับกระบะสุดแกร่งอย่าง D-max ต้องยอมรับว่าของเขาสวยจริงๆยิ่งมาแต่งเสริมเข้าไปยิ่งสวยบาดใจซึ่งชาวไทยได้สัมผัสไปบ้างแล้วแต่เพื่อนบ้านเราอย่างมาเลเซีย จะมีการเปิดตัว ISUZU D-MAX Beast กระบะแต่งพิเศษและขายเพียง 360 คันเท่านั้น ISUZU D-MAX Beast กระบะแต่งพิเศษจากโรงงานแบบ Black Colour Package โดยมาพร้อมความเท่ห์แบบใหม่เสริมด้วยกระจังหน้า , กระจกมองข้าง , ที่เปิดประตู , กันชนหลัง , บันไดข้าง , คิ้วขอบล้อ , ทั้งหมดตกแต่งเป็นสีดำ พร้อมด้วยไฟหน้า Projector และไฟท้าย LED รมดำ และไฟส่องสว่างกลางวัน หรือ DRL ล้ออัลลอยสีดำเข้มขนาด 17 นิ้ว พร้อมสติ๊กเกอร์กราฟฟิคข้างตัวรถ แถมด้วยฝาครอบกระบะด้านท้าย

ISUZU-D-MAX-Beast-789456

Honda Brio Minorchange

Honda-Brio-Minorchange-78999999

Honda Brio Eco Car อีกหนึ่งรถยนต์สุดประหยัดที่ฮอนด้านำเสนอแก่ชาวไทยและชาวโลกและไม่นานมานี้ Honda Brio Hatchback Minorchange พร้อมแล้วในการเปิดตัวในงาน 2016 Indonesia International Motor Show (IIMS) Honda Brio (อินโดนีเซียจะเรียกว่า Satya) ได้รับแรงบันดาลใจการออกแบบจาก Honda Brio Amaze Minorchange ซึ่งได้มีการเปลี่ยนกระจังหน้าให้หล่อคมขึ้นพร้อมกันชนหน้าแบบสปอร์ต ด้านท้ายมีการนำแคบโครเมียมตกแต่งเสริม ภายในโดดเด่นด้วยสีทูโทน พร้อมแผงแดชบอร์ดชุดเดียวกับ Honda BR-V เพิ่มความโดดเด่นแบบใหม่ให้กับ Honda Brio Minorchange ได้อย่างลงตัว และ Brio ยังมาพร้อมรุ่น RS ที่เพิ่มความสปอร์ตด้วยชุดแต่งครบครันเช่น ล้ออัลลอย 15 นิ้วทูโทน ติดตั้งสเกิร์ตตอบคัน ไฟ LED ที่กรอบกระจกมองข้าง ติดตั้งหน้าจอสัมผัสขนาด 6.2 นิ้ว ภายในห้องโดยสารสีดำ เดิน ด้ายสีส้ม

แนะนำข่าวโดย รถยนต์-ใหม่ผ่อนดาวน์ทุกรุ่นทุกค่าย

Ford F-150 MVP Edition

Ford-F-150-MVP-Edition5555

Ford F-150 MVP Edition ภายนอกได้เพิ่มความโดดเด่นเข้าไปได้แก่ ที่เปิดประตูโครเมียม ล้ออัลลอยสีโครเมียม พร้อมติดตั้ง Spray – in ในพื้นกระบะ ประทับโลโก้ MPV Edition ภายนอกมีให้เลือก 2 ตัวถังสี สีน้ำเงิน Blue Flame และสีขาว Oxford White ภายในยกระดับความหรูหราอีกขั้นด้วยชุดโครเมี่ยมทั้งส่วนแผงประตู ตัวคอนโซลหน้า ให้คุณสัมผัสความสปอร์ตบนรถกระบะใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ Ford F-150 MVP Edition วางจำหน่ายเพียง 300 คันเท่านั้นและวางจำหน่ายที่เมืองแคนซัสซิตี้ เท่านั้น

Nissan Micra

7456Nissan Micra

Nissan Micra ใหม่ติดตั้งวัสดุคุณภาพกว่าเดิม พร้อมระบบความบันเทิงครบครันและการสื่อสาร Nissan’s infotainment เวอร์ชั่นล่าสุด ให้คุณสัมผัสความพิเศษแบบใหม่ สำหรับ All New Nissan Micra เจเนอเรชั่นใหม่ แน่นอนว่าจะเอามาสู้ตลาดกับ Ford Fiesta รุ่นใหม่ ที่มียอดขายมากกว่า 313,000 คันเมื่อปีที่แล้ว การเปิดตัว Nissan Micra ใหม่จะเปิดตัวในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ภายในปีนี้ หากมีข่าวคราวใดๆเข้ามาทางเว็บเราจะนำมาเล่นต่อครับ

Chevrolet Camaro ZL1 Convertible

Chevrolet Camaro ZL1 Convertible78444

เปิดตัวแล้วครับกับรถสปอร์ตสวยๆอย่าง Chevrolet Camaro ZL1 Convertible เวอร์ชั่นเปิดประทุนในงานมหกรรมรถยนต์นิวยอร์ก ออโต้ โชว์ 2016 ที่สหรัฐอเมริกายกระดับความสปอร์ตอีกขั้นให้กับ Camaro ใหม่ Camaro ZL1 Convertible เท่แปลกตาด้วยช่องดักลมด้านหน้าขนาดใหญ่ สปอยเลอร์กับกันชนหน้า สปอยเลอร์หลัง และล้อทำจาก Forged Aluminum ขนาด 20 นิ้วหุ้มด้วยยาง Goodyear Eagle F1 Supercar สวยงามและทนทานมากขึ้น เครื่องยนต์เบนซิน V8 6.2 ลิตร Supercharger ให้กำลังสูงสุด 588 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/ นาทีและแรงบิดสูงสุด 76.86 กก-ม. (754 นิวตันเมตร) ที่ 4,200 รอบ/ นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และ เกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะส่งกำลังผ่านล้อหน้า และยังคงใช้เบรก Brembo ช่วงล่างแบบ GM Magnetorheological Adaptive Damper เป็นมาตราฐาน

Ford Ranger Wildtrak MY2016

Ford-Ranger225789

กระบะสุดแกร่งอย่าง Ford Ranger ได้เปิดตัวไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้ตามมาติดๆกับการเปิดตัว New Vigo โฉมใหม่ และตบท้ายด้วย ISUZU D-Max โฉมใหม่ เหมือนๆศึกกระบะจะจบแล้วสำหรับปี 2558 แต่…เดี่ยวก่อนล่าสุดมีข่าวตาม Social Media ออกมาเผยว่า Ford Ranger Wildtrak MY2016 รุ่นพิเศษเตรียมเปิดตัวตบท้ายปี 2558 Ford Ranger Wildtrak MY2016 คาดว่าจะมาเป็น Package เดียวกันที่ปรับโฉมให้กับ Ford Everest MY2016 รุ่น Titanium Plus+ แต่อาจตัดฟังก์ชั่นบางอย่างออกไป สำหรับรายละเอียดส่วนลึกยังไม่เปิดเผยแต่อย่างใดหรือ Wildtrak ทุกรุ่นหรือไม่ หรือมีแค่ รุ่น Wildtrak 3.2 ลิตรเท่านั้น ทุกคำถามจะมีคำตอบแน่นอนในวันที่ 1 ธันวาคม 2558 แล้วรายละเอียดจะออกมาอย่างเป็นทางการ ซึ่งสามารถติดตามได้ในงาน Motor Expo 2015 : 2-13 ธันวาคมนี้ ที่ Challenger Hall เมืองทองธานี

ข้อมูลส่งโดย ราคาดาวน์รถยนต์ใหม่

พ่อท่านคลิ้ง จันทสิริ วัดถลุงทอง จังหวัดนครศรีธรรมราช

1111112
“พระครูภาวนาภิรมย์” หรือ “พ่อท่านคลิ้ง จันทสิริ” อดีตเจ้าอาวาสวัดถลุงทอง อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช เป็นพระเกจิดังแห่งแ`ปักษ์ใต้ ซึ่งเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวเมืองคอนและชาวใต้ มีอายุยืนยาวถึง 5 แผ่นดิน

ประวัติพ่อท่านคลิ้ง เกิดในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อวันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม 2429 ณ บ้านถลุงทอง หมู่ที่ 1 ต.หินตก อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช เป็นบุตรชายคนเดียวของนายแก้วและนางพุ่ม ฉิมแป้น

พ่อท่านคลิ้ง เมื่ออายุ 7 ขวบ บิดาส่งไปเรียนรู้อยู่ในความดูแลของพระอุปัชฌาย์ขำ วัดถลุงทอง จนกระทั่งบรรพชาเมื่ออายุ 12 ปี โดยได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้หลายแขนง ทั้งด้านวิทยาคม ตำรายาโบราณ

อายุ 20 ปี อุปสมบทตรงกับวันที่ 23 พฤษภาคม 2449 พระอาจารย์ขำ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์เอียด วัดป่าตอ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายา “จันทสิริ”

ช่วงพรรษาต้น ศึกษาเพิ่มเติมจากพระอาจารย์เอียด ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศทางด้านการทำน้ำมนต์และด้านพรหมศาสตร์ ดูฤกษ์ยามแม่นดังจับวาง ทำให้พ่อท่านคลิ้งได้วิชามาแบบเต็มๆ

เมื่อพระอาจารย์ขำมรณภาพ ท่านจึงรับภาระหน้าที่เจ้าอาวาสวัดถลุงทองสืบมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2496 โดยได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูภาวนาภิรมย์ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2521

กล่าวสำหรับ “วัดถลุงทอง” เป็นวัดที่เงียบสงบอยู่ห่างจากถนนเอเชียสายหลัก ระหว่างร่อนพิบูลย์-นครศรี ธรรมราช เข้าไปประมาณ 9 กิโลเมตร ระหว่างทางจะผ่านสวนผลไม้ ไร่นาและบ้านของชาวบ้าน บริเวณวัดสงบร่มเย็น อยู่ใกล้กับเทือกเขา ชาวบ้านบริเวณนั้นจะนับถือพ่อท่านคลิ้งมาก เพราะท่านเป็นพระที่มีเมตตาต่อทุกๆ คน

ด้านวัตถุมงคล พ่อท่านคลิ้งจัดสร้างไว้หลายชนิด เช่น เหรียญ ลูกอมชานหมาก และพระปิดตาเนื้อผงผสมว่าน เป็นต้น ว่ากันว่าวัตถุมงคลของท่านโดดเด่นทางด้านเมตตามหานิยม โภคทรัพย์ แคล้วคลาด

วัตถุมงคลประเภทเหรียญที่ถือว่าเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมมากก็คือ “เหรียญปั๊มรูปเหมือน” สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2521

เหรียญพ่อท่านคลิ้งนับว่าเป็นสิริมงคล อันสูงสุด เพราะเป็นเหรียญที่มีอักษรพระปรมาภิไธย ภปร

ซึ่งในวงการสะสมบูชาพระเครื่องล้วน เป็นที่นิยม

นอกจากเหรียญดังกล่าวแล้ว ยังมีของดีที่มากด้วยประสบการณ์อีกชนิดหนึ่ง คือ “พระปิดตาราเมศวร์”

เป็นพระปิดตาที่สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2525 เนื่องในโอกาสทำบุญครบ 6 รอบ พระเจ้า วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศร์ พระบิดา ถวายให้ พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง อธิษฐานจิตปลุกเสก

ตลอดช่วงชีวิตในร่มกาสาวพัสตร์ 86 ปี ของท่าน เปี่ยมไปด้วยความเมตตาต่อผู้ไปกราบนมัสการ กล่าวในด้านความศักดิ์สิทธิ์ของพ่อท่านคลิ้งนั้น ในสมัยที่ “พ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน” ยังดำรงขันธ์อยู่ เมื่อชาวอำเภอร่อนพิบูลย์ไปกราบนมัสการท่านถึงวัดสวนขัน ท่านมักกล่าวว่า “ทีหลังไม่ต้องมาไกลถึงนี้หรอก ไปหาท่านคลิ้งนั้นแหละ ท่านคลิ้งให้พรดีเหมือนฉัน”

จนกระทั่งวันที่ 21 มกราคม 2533 จึงละสังขารด้วยวัย 104 ปี พรรษา 84