แนวทางดำเนินชีวิต

889000000
บุคคลเกิดมาได้ดำเนินชีวิตเป็นไปอยู่ในโลกด้วยปัญญาที่มีติดตัวตั้งแต่เกิด ด้วยการสำเหนียกศึกษากำหนดจดจำจากบิดามารดาครูอาจารย์ ได้พินิจพิจารณาไตร่ตรองแล้วมารู้จักเหตุ คือมารู้จักว่า สิ่งนี้เป็นเหตุแห่งสุข สิ่งนี้เป็นเหตุแห่งทุกข์ แล้วงดเว้นไม่ประกอบสิ่งที่เป็นเหตุแห่งทุกข์เสีย ขวนขวายประกอบแต่สิ่งที่เป็นเหตุแห่งสุขอย่างสม่ำเสมอ

บุคคลผู้ที่เป็นบัณฑิตคือผู้ฉลาด ใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญไตร่ตรองด้วยอุบายที่แยบคายแล้ว มองเห็นเหตุที่เป็นข้อเปรียบเทียบพอเป็นแนวทางแห่งการดำเนินชีวิต 3 ประการ คือ

ประการที่ 1 มองเห็นความหมดสิ้นไปแห่งยาสำหรับหยอดตา ธรรมดายาหยอดตาสำหรับใช้หยอดบำบัดโรคตา ที่บรรจุในหลอด ถ้านำมาหยอดทีละหยดๆ นานไปน้ำยานั้นก็หมดไปจากหลอดที่บรรจุ เพราะไม่มีน้ำยาใหม่มาเพิ่มเติมฉันใด ทรัพย์สินเงินทองเครื่องอุปโภคบริโภคที่มีอยู่ หากบริโภคใช้สอยไปอย่างฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่ายแต่อย่างเดียว ไม่แสวงหามาเพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอแล้ว ก็ย่อมถึงความหมดสิ้นไปได้ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อจะใช้จ่ายทรัพย์สินสิ่งของเงินทองท่านก็ให้นึกถึงยาสำหรับหยอดเป็นเครื่องเตือนใจ

ประการที่ 2 มองเห็นการก่อขึ้นแห่งปลวกทั้งหลาย ปลวกนั้นเป็นสัตว์ที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ อาศัยความรักความสมัครสมานสามัคคีพร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกันคาบเอาดินตัวละเล็กตัวละน้อยมาทำที่อยู่อาศัยให้ใหญ่โตมั่นคงแข็งแรงได้ ข้อนี้ฉันใดบุคคลที่เกิดมาในโลกนี้ทุกคนจะอยู่โดดเดี่ยวเดียวดายไม่ได้ จะต้องอยู่รวมกันเป็นหมู่เป็นกลุ่ม ฐานเบื้องต้นคือครอบครัว แต่ละครอบครัวก็ขยายออกไปเป็นหมู่บ้าน หลายหมู่บ้านก็รวมเข้าเป็นตำบล หลายตำบลก็รวมเข้าเป็นอำเภอ หลายอำเภอก็รวมเข้าเป็นจังหวัด หลายจังหวัดก็รวมเข้าเป็นประเทศ แต่ละกลุ่มก็ต้องมีหัวหน้าปกครองดูแล ถ้าแต่ละคนในหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด หรือประเทศชาติ มีความรักสมัครสมานสามัคคีพร้อมเพรียงกัน ต่างมุ่งหน้าประกอบกิจทำงานตามหน้าที่ที่ตนมีที่ตนเป็น ดำรงชีวิตเป็นไปอย่างเรียบง่ายพอเหมาะพอควร ไม่ฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย เมื่อพื้นฐานของชีวิตมีความมั่นคงก็เป็นเหตุอุดหนุนให้หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด รวมถึงประเทศชาติ มีความมั่นคงไปด้วย ฉันนั้นเหมือนกัน

ประการที่ 3 มองเห็นการประมวลมาแห่งผึ้งทั้งหลาย ผึ้งเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ อยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ มีความสมัครสมานสามัคคีพร้อมเพรียงกัน ผึ้งแม้จะเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ ก็จริง แต่ก็มีความสามารถในการ ทำรัง ทำน้ำหวาน เมื่อมีอันตรายก็พร้อมใจกันต่อสู้ป้องกัน เพราะความสมัครสมานสามัคคีนั่นเอง ผึ้งจึงสามารถทำรังและน้ำหวาน ใหญ่โตได้ ข้อนี้ฉันใด บุคคลที่ได้อัตภาพเกิดมาเป็นมนุษย์มีจิตใจสูง ดำรงคงอยู่ในปฐมวัยก็ดี มัชฌิมวัยก็ดี ปัจฉิมวัยก็ดี มีรูปร่างผิวพรรณอ้วนผอมสูงต่ำดำขาวก็ตาม

ถ้าแต่ละคนมุ่งหน้าประกอบกิจการงานตามหน้าที่ของตน ตามกำลังความสามารถด้วยความพอใจรักการรักงาน มีความเพียรพยายามบากบั่นอย่างอาจหาญไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ มีจิตสนใจเอาใจจดจ่อต่องานที่ทำ ไม่ทอดทิ้งงาน และหมั่นตริตรอง พิจารณาหาเหตุผลในสิ่งที่ทำนั้น สามารถทำสิ่งเล็กให้ใหญ่ ทำสิ่งที่ใหญ่ให้เล็ก ทำสิ่งที่ยากให้ง่าย ทำสิ่งที่ง่ายให้เรียบร้อยยิ่งขึ้น ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน

เพราะฉะนั้นเมื่อบุคคลผู้ฉลาด รู้เหตุ รู้ผล รู้จักตน รู้จักความพอดีพอประมาณ รู้จักกาลเวลา รู้จักเลือกคบคนดีเป็นเพื่อนร่วมคิดเป็นมิตรร่วมใจ มองเห็นข้อเปรียบเทียบแล้วนำมาเป็นแนวทางดำเนินชีวิต เลี้ยงชีพแต่พอเหมาะพอสมกับรายได้ รู้จักประหยัด ชีวิตในการอยู่ครองเรือนก็จะมีความสุขโดยแท้

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด

โดย พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร

พึ่งตน พึ่งธรรมะ

777899996696

อัน คนเราเกิดมาในโลกนี้ไม่มีใครเลยที่จะไม่ได้รับความทุกข์ มีพุทธภาษิตในสคาถวรรค สังยุตตนิกายข้อหนึ่งว่า สัตว์โลกตั้งอยู่ในกองทุกข์ แท้จริงแล้วแม้ความเกิดนั่นเองก็จัดว่าเป็นทุกข์อย่างหนึ่งอยู่แล้ว ความทุกข์ไม่เป็นสิ่งที่เจริญใจ จึงไม่มีใครปรารถนา แต่ถึงไม่ปรารถนาก็จำต้องได้รับ ไม่มีทางจะหลีกหนีได้ ทุกข์จึงจัดเป็นภัย คือ น่ากลัว หากจะประมวลความกลัวของสัตว์โลกอันมีประการต่างๆ ทั้งหมด กล่าวโดยย่อก็คือกลัวทุกข์นี่เอง

ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของโลก เพราะเช่นนี้คนเกิดมาในโลกจึงเหมือนตกอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทร คนตกอยู่ในมหาสมุทรถ้าไม่ได้เครื่องชูชีพ หรือไม่ได้พบเกาะเป็นที่พึ่งพำนักอาศัย ก็อาจกล่าวได้ว่าผู้นั้นต้องตายอย่างแน่นอน คนเกิดมาในโลกนี้ก็ฉันนั้น ถ้าไม่มีที่พึ่งพำนักอาศัย ก็พึงกล่าวได้ว่าผู้นั้นต้องทุกข์ถึงตาย หรือทุกข์อย่างสาหัส

ในเบื้องต้นคนเราเกิดมาจำต้องพึ่งพาอาศัยมารดา บิดา ต่อมาก็พึ่งครูอาจารย์ในศิลปวิทยา พึ่งมิตรสหาย เป็นต้น แต่การพึ่งที่กล่าวมานี้จัดเป็นที่พึ่งภายนอก เป็นที่พึ่งได้ชั่วคราว และได้บางอย่าง ทั้งไม่แน่นอน ไม่มีมารดาบิดาคนไหนจะป้องกันบุตรธิดาไว้ไม่ให้แก่เจ็บหรือตาย ไม่ให้ได้รับผลร้ายแห่งความประพฤติชั่ว ไม่มีมารดาบิดาคนไหนจะปั้นบุตรธิดาให้เป็นคนดีได้ ถ้าเขาไม่ประพฤติด้วยตัวเขาเอง แม้แต่ครูอาจารย์ก็เช่นเดียวกัน ที่พึ่งที่แท้จริงนั้นพระพุทธองค์ทรงประสงค์เอาที่พึ่งภายใน อันเป็นที่พึ่งแน่นอน นั้นก็คือการพึ่งตน แท้จริงตนจัดว่าเป็นที่พึ่งภายใน เพราะอาจเป็นที่พึ่งได้แน่นอนเสมอไปทุกสมัยทุกประการ การพึ่งตนนั้นมิได้ประสงค์ว่าพึ่งสรีระร่างกาย เพราะสรีระร่างกายเป็นแต่เครื่องอาศัยชั่วคราว ไม่เป็นแก่นสารยั่งยืน อนึ่งอาจกล่าวแล้วว่า หัวใจแห่งการพึ่งอยู่ที่คุณความดี

ธรรมะเป็น สิ่งสำคัญก็จริง แต่ธรรมะที่อยู่ตามลำพังธรรมะย่อมไม่สำเร็จเป็นที่พึ่งอันใดได้ ต่อเมื่อบุคคลบำเพ็ญธรรมะนั้นให้มีขึ้นในตน จึงสำเร็จเป็นที่พึ่งได้ คงต้องอาศัยตนเป็นที่พึ่งอยู่นั่นเอง เปรียบเสมือนร่ม ที่อยู่ตามลำพัง หาสำเร็จประโยชน์ตามหน้าที่ไม่ ต่อเมื่อบุคคลนำมากางขึ้นจึงสำเร็จประโยชน์ในอันที่จะบังแดดและฝนได้ฉันนั้น เพราะเหตุนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสทั้งพึ่งตนและพึ่งธรรมะ

เพราะ ฉะนั้นควรที่ท่านสาธุชนทั้งหลายจะทำตนให้เป็นเกาะสรณะของตนด้วยธรรม จะได้เป็นผู้ชื่อว่ามีตนเป็นหลักฐาน มีกำลังพอต้านทานคลื่นคืออภิชชาโทมนัส ให้รอดพ้นจากวัฏฏมูลกทุกข์ในสังสารภัย บรรลุเกาะหรือฟากฝั่งอันเกษมสวัสดี หากอุปนิสัยอินทรีย์สามารถ ยังไม่อาจบรรลุธรรมที่สิ้นทุกข์ในปัจจุบัน ก็ยังได้สรณะนั้นเป็นเครื่องอุ่นใจในสังสารวัฏฏ์โอฆกันดาร จะเป็นผู้ถึงสถานอันไม่ต่ำทรามในปรปราภพ มีแต่จะได้ประสบความเจริญงอกงามไพบูลย์ยิ่งๆ ขึ้นไป

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด

โดย พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

ความยึดมั่นถือมั่น

1958447484484150

ความยึดมั่นถือมั่น

“อย่า เข้าใจผิดว่าเมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้วจะไม่ทำอะไร ไม่ทำประโยชน์อะไร เพราะมันไม่ทำด้วยความยึดมั่นถือมั่น แต่มันทำด้วยสติปัญญา”

คอลัมน์ คำพระ

พุทธทาส

Mazda6-Atenza พร้อมลุยในประเทศจืน

9512753165

ภาพหลุดของ Mazda6 หรือ Atenza ที่เรียกกันในจีนโฉมใหม่ล่าสุดที่มีการแอบถ่ายขณะจอดทิ้งไว้ในลานจอดรถแห่งหนึ่ง ภายนอก Mazda6 ไมเนอร์เชนจ์ใหม่มาพร้อมรูปลักษณ์ที่โดดเด่นด้วยการออกแบบไฟหน้าใหม่ทันสมัยมากขึ้นกว่าเดิมพร้อม Daytime Running Light แบบ LED ทั้งยังออกแบบกันชนหน้าใหม่ตกแต่งด้วยโครเมียมเพิ่มความหรูหราเป็นพิเศษ ภายในห้องโดยสารไม่ได้โดนถ่ายภาพมากมายแต่พอมีให้เห็นปุ่มควบคุมระบบอินโฟเทนเม้นท์ Center Commander บริเวณไกล้ๆกับเกียร์แบบมาสด้ารุ่นอื่นๆ พร้อมติดตั้งเบรกมือไฟฟ้ามาให้เพื่อความสะดวกสบายมากขึ้น เครื่องยนต์ มาสด้า 6 ไมเนอร์เชนจ์คาดว่าจะเป็นเครื่องเดิมจากรุ่นปัจจุบันในจีนซึ่งเป็นเครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G มีให้เลือกทั้งขนาด 2.0 ลิตร 158 แรงม้า และ 2.5 ลิตร 192 แรงม้า ขับเคลื่อนด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีต

แนะนำขข่าวโดย ตลาดรถ

อุปาทาน 4

89859590898485133051000

กามุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นในกาม

ทิฏฐุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นด้วยทิฏฐ​ิ

สีลัพพตุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นด้วยศีลว​ัตร

อัตตวาทุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นวาทะว่าต​น

อุปาทาน เป็นชื่อของกิเลสกลุ่มหนึ่ง​ ที่แสดงออกมาในลักษณะที่ยึด​มั่น ถือมั่น ด้วยอำนาจของกิเลสนั้น ๆ โดยความหมายทั่วไป อุปาทานก็คือ ความยึดมั่นถือมั่น ท่านแบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ

1.กามุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นในกาม คือการที่จิตเข้าไปยึดถือใน​วัตถุกามทั้ง5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันตนกำหนดว่าน่าใคร่ น่าปรารถนา น่าพอใจ ความยึดถือของจิตนั้นมีความ​รู้สึกว่า “นั่นเป็นของเรา” เช่นเห็นรูปสวยงามเข้า ก็อยากได้มาเป็นของตนด้วย อำนาจตัณหา เมื่อได้มาไว้ในครอบครองแล้​ว จะยึดมั่นถือมั่นว่า รูปนั่นของเรา ในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะย​ึดถือรูปเป็นต้น อย่างอื่นในทำนองเดียวกัน ความทุกข์ในชีวิตจะเกิดขึ้น​ เพราะการแสวงหา การครอบครอง การเปลี่ยนแปลง หรือพลัดพรากไปของวัตถุกามเ​หล่านั้น

2.ทิฏฐุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นด้วยอำนา​จทิฏฐิ คือ ความเห็นผิด เช่นยึดถือในลัทธิธรรมเนียม​ ความเชื่อถือต่าง ๆ ขาดการใช้ปัญญา พิจารณาหาเหตุผล เช่น ถือว่าการกระทำดี ชั่วไม่มี ความสุขความทุกข์ในชีวิตของ​คนไม่ได้เกิดมาจากเหตุอะไรท​ั้งสิ้น ไม่มีบุญบาป บิดา มารดา พระอริยบุคคลเป็นต้น ความยึดถือบางอย่างนอกจากจะ​ละได้อยากแล้ว ยังนำไปสู่การถกเถียง การแตกแยกกัน จนต้องประสบทุกข์ในอบายเพรา​ะทิฏฐุปาทานบางอย่าง

3.สีลัพพตุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นในศีลวัต​ร และข้อปฏิบัติต่าง ๆ ที่ตนประพฤติมาจนชินด้วยควา​มเข้าใจว่าขลัง ศักดิ์สิทธิ์ ถูกต้องเป็นต้น โดยทั่วไปเช่นการยึดติดในธร​รมเนียมบางอย่าง พิธีกรรมบางประเภท ถือฤกษ์ผานาที ทิศดีทิศไม่ดี วันดีวันร้าย จนถึงการถือวัตรปฏิบัติที่ง​มงายต่าง ๆ เช่น การทำตนเลียนแบบสุนัขบ้าง โคบ้าง โดยเข้าใจว่าจากการทำเช่นนั​้นทำให้ตนได้ประสบบุญ เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า จนถึงละสิ้นทุกข์เพราะการกร​ะทำเช่นนั้นเป็นต้น

4.อัตตวาทุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นวาทะว่าต​น โดยความหมายทั่วไป หมายถึงยึดถือในทำนองแบ่งเป​็นเรา เป็นเขา เป็นพวกเราพวกเขา จนถึงการยึดถือว่ามีตัวตนที​่เที่ยงแท้อยู่ ตนนั่นเองเป็นผู้มี ผู้รับ ผู้ไปในภพต่าง ๆ เสวยผลบุญบาปต่าง ๆ ที่ตนทำไว้ โดยขาดการมองตามความเป็นจริ​งว่าสรรพสิ่งทั้งหลายนั้น ล้วนแต่เกิดขึ้นเพราะการประ​ชุมพร้อมแห่งปัจจัยทั้งหลาย​เท่านั้น
อุปาทานทั้ง 4 ประการนี้ ที่ทรงแสดงไว้ในปฏิจสมุปบาท​นั้น อุปาทานอยู่ในฐานะเป็นปัจจุ​บันเหตุ ร่วมกับตัณหา และด้วยอำนาจแห่งอุปาทานนี้​เอง ที่ทำให้ได้ประสบความทุกข์ต​่าง ๆ ไม่ต้องกล่าวถึงในช่วงยาวอย​่างสังสารวัฏ แม้ในชีวิตประจำวันนี้เองจะ​พบว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นใ​นชีวิตนั้น โดยสรุปแล้วเกิดจาก ” การที่จิตคนไปยึดมั่นถือมั่​นในขันธ์ 5 ว่าของเรา เป็นเรา เป็นตัวตนของเรา ” กล่าวโดยสรุป ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 เป็นทุกข์

ดูใจเราก่อน สอนใจเราก่อน หัดปล่อยวางก่อน

8526416126

ดูใจเราก่อน สอนใจเราก่อน หัดปล่อยวางก่อน เมื่อจิตสงบแล้ว เมื่อจิตปกติแล้ว จึงค่อยพูด จึงค่อยออกความเห็น พูดด้วยเหตุ ด้วยผล ประกอบด้วยจิตเมตตา – กรุณา

ขณะมีอารมณ์อย่าเพิ่งพูด ทำให้เสียความรู้สึกของคนอื่น ทำให้เสียความรู้สึกของตัวเ​อง ไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร มักจะเสียประโยชน์ซ้ำไป เพราะฉะนั้น อยู่ที่ไหน อยูที่วัด อยู่ที่บ้าน ก็สงบ ๆ ไม่ต้องดูคนอื่นว่าเขาทำผิด ​ๆ ดูแต่ตัวเรา ระวังความรู้สึก ระวังอารมณ์ของเราเองให้มาก ​ๆ พยายามแก้ไข พัฒนาตัวเรา นั่นแหละ เห็นอะไรไม่ชอบ ไม่ชอบ ปล่อยไว้ก่อน

เรื่องคนอื่น พยายามอย่าให้เข้ามาในจิตใจ​เรา ถ้าไม่ระวัง ก็จะยุ่งแต่เรื่องของคนอื่น​ไปเรื่อยๆ หาเรื่องอยู่อย่างนั้น เอาเรื่องโน้นเรื่องนี้มาเป​็นเรื่องของเราหมด มีแต่ยินดี ยินร้าย พอใจ ไม่พอใจ ทั้งวัน อารมณ์มาก จิตไม่ปกติ ไม่สบาย ทั้งวัน ๆ ก็หมดแรง

ระวังนะ พยายามตามดูจิตของเรา รักษาจิตของเราให้เป็นปกติใ​ห้มาก ใครจะเป็นอะไร ใครจะทำอะไร ดีหรือไม่ดี เรื่องของเขา แม้เขาจะทำกับเรา ว่าเรา ก็เรื่องของเขา อย่าเอามาเป็นอารมณ์
อย่าเอามาเรื่องของเรา ดูใจของเรานั่นแหละ พัฒนาตัวเองนั่นแหละ ทำใจเราให้ปกติ สบายๆ มากๆ หัด – ฝึก ปล่อยวาง นั่นเอง ไม่มีอะไรหรอก ไม่มีอะไรสำคัญกว่าตามดูจิต​ของเรา คิดดี พูดดี ทำดี มีความสุข

(พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก)

ทีเซอร์ Nissan Teana 2017

737358988
Nissan Teana 2017 ไมเนอร์เช้นจ์ที่จีนได้เผยภาพบริเวณด้านหน้าและภายในห้องโดยสารพอเป็นน้ำจิ้มให้ได้รับชมโดยการออกแบบไฟหน้าจะเป็น LED โปรเจคเตอร์พร้อม Daytime Running Light แบบ LED กระจังหน้าโครเมี่ยมดีไซน์ V-Motion ด้านท้ายติดตั้งไฟออกแบบใหม่แบบ 2 ก้อน ติดตั้งล้ออัลลอยลาย V Spoke ขนาด 17 นิ้วสีทูโทน ภายในห้องโดยสารปรับปรุงใหม่ โทนสีดำให้อารมร์สปอร์ตเรียบหรู โดยเวอร์ชั่นจีนจะมาพร้อมเทคโนโลยีที่น่าสนใจเช่น หน้าจออินโฟเทนเม้นท์แบบสัมผัสขนาดใหญ่ รองรับระบบ Apple CarPlay สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต และใช้ฟังก์ชั่น SIRI โดยเฉพาะเบาะนั่ง เทียน่าใหม่ ออกแบบโดยเรียกว่า Multi-Layer Ergonomic ที่ออกแต่ละส่วนเพื่อให้ลงตัวกับสรีระมากที่สุด ใช้วัสดุหุ้มเบาะหนาถึง 3 ชั้น รองรับแผ่นหลังของท่านอย่างสมดุล Nissan Teana 2017 ไมเนอร์เช้นจ์ใหม่เตรียมเปิดตัวในจีนเร็วๆนี้

Toyota Corolla Altis สวยๆ

Altis7894567489671111

Toyota Corolla Altis โตโยต้า อัลติส ได้เปิดตัวไปอย่างเรียบร้อยพร้อมกระแสสุดฮ๊อตในขณะนี้สำหรับ Altis รุ่นใหม่ได้เสริมความสวยงาม และ ความประหยัดน้ำมัน ไว้มากมาย ทั้งสมรรถนะขุมกำลังอันเป็นเลิศ และยังคงรักษาเอกลักษณ์ความเป็น อัลติสไว้อย่างครบถ้วน Toyota Altis

รุ่น 1.8V Navi A/T ราคารถมาตรฐาน 1,079,000 บาท *
* อุปกรณ์มาตรฐาน
ชุดไฟหน้า LED Projector (ปรับระดับแบบอัตโนมัติ)
โคมไฟใช้งานกลางวัน
ระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
กระจกบังลมหน้าแบบกันเสียงรบกวน
ที่ปัดน้ำฝน แบบอัตโนมัติ
เครื่องปรับอากาศ แบบอัตโนมัติ
ระบบนำทางในรถยนต์
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ
มาตรวัดเรืองแสง แบบ Optitron
จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ MID แบบสี
ไฟส่องสว่างบริเวณที่เก็บของด้านผู้โดยสาร
ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย
ระบบกรองอากาศภายในห้องโดยสาร
กระจกบังลมหน้าอัดซ้อนนิรภัย พร้อม Top Shade
ไฟตัดหมอกหน้า

รุ่น 1.8G A/T ราคารถมาตรฐาน 999,000 บาท *
* อุปกรณ์มาตรฐาน
ชุดไฟหน้า LED Projector (ปรับระดับแบบอัตโนมัติ)
โคมไฟใช้งานกลางวัน
กระจกบังลมหน้าแบบกันเสียงรบกวน
ที่ปัดน้ำฝน แบบหน่วงเวลาและตั้งเวลาได้
หัวเกียร์ เมทัลลิก หุ้มหนัง
เบาะนั่งด้านหลัง แยกพับได้แบบ 60:40
ที่วางแขนด้านหลัง พร้อมที่วางแก้วน้ำ พร้อมลายเมทัลลิก
ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ
กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงสะท้อน แบบอัตโนมัติ (EC Mirror) พร้อมแสดงภาพจากกล้องมองหลัง
ระบบกรองอากาศภายในห้องโดยสาร
กระจกบังลมหน้าอัดซ้อนนิรภัย พร้อม Top Shade

รุ่น 1.8E A/T ราคารถมาตรฐาน 849,000 บาท *
* อุปกรณ์มาตรฐาน
ชุดไฟหน้า ฮาโลเจน
กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว ปรับและพับเก็บด้วยไฟฟ้า
สีภายใน สีเบจ
วัสดุตกแต่งแผงคอนโซลหน้า สีดำ
หัวเกียร์ ยูรีเธน
เบาะนั่ง ผ้า / สีเบจ
กระเป๋าหลังเบาะนั่งด้านหน้า ด้านผู้โดยสาร
มาตรวัดเรืองแสง แบบธรรมดา
ระบบเซ็นทรัลล็อก
กระจกบังลมหน้าอัดซ้อนนิรภัย
ไฟเบรกดวงที่สามแบบ LED

รุ่น 1.6G A/T ราคารถมาตรฐาน 844,000 บาท *
* อุปกรณ์มาตรฐาน
ระบบป้องกันการลืมปิดไฟหน้า แบบอัตโนมัติ
กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว ปรับและพับเก็บด้วยไฟฟ้า
กระจังหน้า โครเมียม
แผ่นกันความร้อนใต้ฝากระโปรง
หัวเกียร์ เมทัลลิก หุ้มหนัง
หน้าต่างไฟฟ้า พร้อมระบบ Jam-Protection ด้านคนขับ
เครื่องปรับอากาศ แบบธรรมดา
จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ MID แบบธรรมดา
กุญแจรีโมท
กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงสะท้อน
ระบบสัญญาณเตือนการโจรกรรม TDS

รุ่น 1.6E CNG A/T ราคารถมาตรฐาน 954,000 บาท *
* อุปกรณ์มาตรฐาน
กระจังหน้า โครเมียม
มือเปิดประตูด้านนอก(Grip-Type) สีเดียวกับตัวรถ
คิ้วขอบกระจกประตู โครเมียม
แผ่นกันความร้อนใต้ฝากระโปรง
สีภายใน สีเบจ
วัสดุตกแต่งแผงคอนโซลหน้า สีดำ
หัวเกียร์ ยูรีเธน
แผงบังแดด พร้อมกระจก และฝาปิด
ไฟอ่านแผนที่ด้านหน้า
ระบบเบรก ABS, EBD และระบบเสริมแรงเบรก BA
เบาะนั่งแบบ WIL
ระบบจ่ายเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ CNG แบบหัวฉีด (Injection)
ถังก๊าซธรรมชาติ CNG (ทำจากวัสดุ Chromium Molybdenum Steel) ขนาด 75 ลิตร

รุ่น 1.6J M/T ราคารถมาตรฐาน 779,000 บาท *
* อุปกรณ์มาตรฐาน
ระบบป้องกันการลืมปิดไฟหน้า เตือนด้วยเสียง
กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว ปรับด้วยไฟฟ้า
ที่ปัดน้ำฝน แบบธรรมดา
สีภายใน สีเทา
คอนโซลกลางพร้อมกล่องเก็บของและที่วางแก้วน้ำ
มือจับประตูด้านใน เรซิน
แผงบังแดด
พวงมาลัยปรับระดับได้ 4 ทิศทาง สูง-ต่ำ และใกล้-ไกล ยูรีเธน
ไฟเบรกดวงที่สามแบบ LED
ระบบไล่ฝ้ากระจกหลัง

รุ่น ESPORT ราคารถมาตรฐาน 939,000 บาท *
* อุปกรณ์มาตรฐาน
ชุดไฟหน้า LED Projector (ปรับระดับแบบอัตโนมัติ) พร้อมแถบ Gun Metallic
ชุดไฟท้าย LED
โคมไฟใช้งานกลางวัน
กระจังหน้า โครเมียม พร้อมแถบ Gun Metallic
แผ่นกันความร้อนใต้ฝากระโปรง
สเกิร์ตหน้า
สเกิร์ตข้าง
สเกิร์ตหลัง
สปอยเลอร์หลัง
ท่อไอเสียแบบสปอร์ต
วัสดุตกแต่งฐานเกียร์ เมทัลลิก
เบาะนั่งด้านหน้า แบบสปอร์ต
วัสดุตกแต่งพวงมาลัย เมทัลลิก
แผงใต้ท้องรถพร้อมครีบแหวกม่านอากาศ
ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย
ไฟตัดหมอกหน้า
ไฟเบรกดวงที่สามแบบ LED มีที่สปอยเลอร์หลัง

รุ่น ESPORT Nurburgring Edition ราคารถมาตรฐาน 942,000 บาท *
ราคาชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ 47,000 บาท **
* อุปกรณ์มาตรฐาน
ชุดไฟท้าย LED
โคมไฟใช้งานกลางวัน
กระจังหน้า Piano Black พร้อมแถบ Gun Metallic
แผ่นกันความร้อนใต้ฝากระโปรง
สเกิร์ตข้าง
ท่อไอเสียแบบสปอร์ต
แผงใต้ท้องรถพร้อมครีบแหวกม่านอากาศ
หัวเกียร์ Piano Black หุ้มหนัง
วัสดุตกแต่งฐานเกียร์ Piano Black
เบาะนั่งด้านหน้า แบบสปอร์ต
ระบบนำทางในรถยนต์
วัสดุตกแต่งพวงมาลัย Piano Black
จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ MID แบบสี
ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย
กล้องมองหลัง
ไฟตัดหมอกหน้า LED
** ชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ
สเกิร์ตหน้า / หลัง ดีไซน์พิเศษ
สปอยเลอร์หลัง พร้อมไฟเบรกดวงที่สามแบบ LED ดีไซน์พิเศษ
สติ๊กเกอร์บริเวณด้านข้างตัวรถ Nurburgring Edition
เครื่องเสียง AM / FM / DVD / CD / MP3 / MP4 / WMA หน้าจอสัมผัส 7 นิ้ว / ช่องต่อ USB / HDMI / SD-Card และรองรับบริการพิเศษจาก smart G-BOOK
พรมปูพื้นดีไซน์พิเศษ

Toyota Corolla Altis สามารถทำอัตราความประหยัดน้ำมันได้มากถึง 17 กิโลเมตร/ลิตร ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ 1ZR-FE Dual VVT-i

ราคา Toyota Corolla Altis 2016

รุ่น 1.6 J M/T ราคา 779,000 บาท

รุ่น 1.6 G A/T ราคา 844,000 บาท

รุ่น 1.8 E A/T ราคา 849,000 บาท

รุ่น 1.8 ESport A/T ราคา 939,000 บาท

รุ่น 1.8 ESport Nurburgring A/T ราคา 942,000 บาท

รุ่น 1.8 G A/T ราคา 999,000 บาท

รุ่น 1.8 V Navi A/T ราคา 1,079,000 บาท

รุ่น CNG 1.6 E A/T CNG ราคา 954,000 บาท

 

อ่านต่อได้ที่ http://www.automotor789.com/search/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C/price-toyota/

หลวงพ่อดำ วัดท่าสุธาราม

45678657

หลวงพ่อดำ จันทสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าสุธาราม

วัดท่าสุธารามตั้งอยู่ หมู่ที่ 2 ตำบลตะโก อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร พระอธิการดำ (หลวงพ่อดำ) จันทสโร ชื่อเดิมเดิม ดำ สมขวัญ ชาติกำเนิด เกิดที่บ้านคลองโชน (ตะโกนอก) ในขณะนั้นยังเป็น หมู่ที่ ๓ ตำบลตะโก อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ผู้ให้กำเนิด นายขวัญ สมขวัญ หรือบิดาของหลวงพ่อดำ มีภรรยา ถึง ๓ คน ตามลำดับ ดังนี้

คนที่ ๑ นางหนู สมขวัญ มีลูกด้วยกัน ๑ คน คือ

-นายนุ้ยแก้ว สมขวัญ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

คนที่ ๒ นาวสุข สมขวัญ มีลูกด้วยกัน ๓ คน คือ

-นายบ่าว สมขวัญ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

-นางแดงน้อย สมขวัญ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

-นายดำ สมขวัญ (หลวงพ่อดำ จนทสโร)

คนที่ ๓ นางนุ้ย สมขวัญ มีลูกด้วยกัน ๔ คน คือ

-นายหีด (มอง) สมขวัญ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

-นางวอน สมขวัญ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

-นายใย สมขวัญ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

-นายบ่าว สมขวัญ (ถึงแก่กรรมแล้ว)

หลวงพ่อดำ จันทสโร เป็นลูกคนที่ ๓ ของภรรยาคนที่ ๒ ของบิดา เด็กชายดำ สมขวัญได้ถือกำเนิดลืมตาดูโลกเมื่อ วันอังคาร เดือน ๕ ปีเถาะ ตรงกับวันที่ ๒๐ เดือน เมษายน พ.ศ. ๒๔๑๗ เมื่อสมัยเป็นเด็กก็ซุกซน ามประสาเด็กตามท้องไร่ท้องนา แต่มีอุปนิสัยแปลกกว่าเด็กทั่วไปอยู่อย่างหนึ่งคือ ชอบในทางวิชาคาถาอาคม เมื่อเติบโตพอที่จะเข้ารับการศึกษาได้ บิดาก็นำไปฝากกับพระอาจารย์ ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดท่าสุธาราม(สมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียนประชาบาล)ท่านพยายามศึกษาเล่าเรียน ภาษาไทย จนอ่านออกเขียนได้ และสนใจศึกษาเกี่ยวกับเวทย์มนต์ ต่าง ๆ ในทางป้องกันตัว

พอเข้าสู่วัยรุ่นก็ออกจากวัดไปอยู่บ้านประกอบอาชีพทำไร่ ไถนา ช่วยเหลือดามารดา ตามประของคนชนบท เมื่อกลับไปอยู่บ้านไม่นานนักก็เบื่อความจำเจของชีวิตในบ้านเกิดเพราะท่านไม่ชอบอยู่กับที่นาน ๆ ประกอบย่างเข้าสู่วัยรุ่น เป็นวัยที่อยากรู้ อยากลอง เพื่อหาประสบการณ์ให้แก่ชีวิต พออายุย่างเข้า 17 ปี ท่านก็อำลาบ้านเกิด ลาบิดามารดา ออกไปเผชิญชีวิตตามลำพัง โดยได้เดินทางไปยังจังหวัดระนอง เพื่อหางานทำ (สมัยนั้นต้องเดินทางด้วยเท้า) ตามประสาคนหนุ่มคะนอง พร้อมกันนั้นก็พยายามเสาะแสวงหาอาจารย์ดีๆที่มีเวทมนต์คาถาขลังๆ เพื่อศึกษาเพิ่มเติมท่านเล่าว่า ได้พบอาจารย์ที่มีขมังเวทย์วิทยาเป็นอย่างดี

ท่านจึงงมอบตนเข้าเป็นศิษย์ ศึกษา และปฏิบัติ โดยการอาบน้ำผสมสมุนไพร ศึกษาวิชาด้านการเล่นไฮโล ถั่ว โปป่น ไพ่หรือตามภาษาพูดว่า “วิชาศิลป์ทางนักเลง” (แต่มิใช่อันธพาล) ตากระนอง ท่านล่องให้ไป พังงา ภูเก็ต โดยการใช้การพนันเป็นอาชีพ อดบ้าง กินบ้าน จนบ้าง รวยบ้าง ไปตามเรื่องตามราวของวัยหนุ่ม คะนอง แต่ท่านไม่ชอบอยู่อย่างหนึ่ง คือไม่ชอบเพศตรงข้าม (ผู้หญิง) เหมือนวัยหนุ่มคนอื่นๆแม้กระนั้นก็หนีไม่พ้นธรรมชาติของมนุษย์ที่ยังมีกิเลสตัณหา ท่านเล่าว่า เคยมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนหนึ่งที่จังหวัดระนอง จนกระทั่งได้เสียกัน แต่มิได้อยู่ร่วมกันอย่างเปิดเผยเหมือนสามีภรรยาคู่อื่นๆ ต่อมาท่านทราบว่า ผู้หญิงคนนั้นเป็นใจและร่างกายให้กับชายอื่นอีก ด้วยความหึงหวงประกอบกับเป็นคนร้อนวิชา ท่านจึงได้ทำร้ายร่างกายผู้หญิงคนนั้น โดยการตัดนมออกเสียข้างหนึ่งแล้วท่านก็หลบหนีความผิดที่ได้กระทำขี้นไปอยู่ทีจังหวัดภูเก็ต และที่จังหวัดภูเก็ตท่านได้พบอาจารย์ที่เก่งทางคุณไสยวิทยายาสั่ง ท่านต้องการศึกษาวิชาคุณไสยกับอาจารย์ท่านนั้น แต่อาจารย์ไม่ยอมรับเพราะอาจารย์ท่านนั้นเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม แต่ท่านเป็นชาวพุทธ ผู้ที่จะเข้าเป็นศิษย์ของอาจารย์ท่านนั้น ต้องเข้าจารีตศาสนาอิสลามเสียก่อน ด้วยความอยากรู้อยากเรียรในวิชาแขนงนี้เป้นอย่างมากท่านจึงยอมเข้า จารีตประเพณีของอิสลาม โดยการเข้า “สุนัด” เมื่อเข้าสุนัดแล้วอาจารย์อิสลามจึงรับเป็นศิษย์สอนวิชาคุณไสยให้โดยมิได้ปิดบัง ท่านใช้ชีวิตร่อนเร่ไปเรี่อย ๆ บางครั้งท่านยังร่วมกับสมัคพรรพวก ข้ามแดนไปประกอบอาชีพ ถึงประเทศพม่า ท่านใช้ชีวิตวัยหนุ่ม เที่ยวไปในดินแดนตะวันตกตอนใต้ของประเทศไทย จนมีอายุได้ 22 ปีจะด้วยความเบื่อหน่ายในชีวิตฆราวาส หรือบุญบารมีทางพระพุทะศาสนา เขามาครอบครอง จิตใจ ก็มิอาจทราบได้ ่านจึงได้เดินทางจากจังหวัดภูเก็ตกลับมาจังหวัดระนอง แล้วมุ่งหน้าเข้ามาที่วัดละอุ่นเหนือ กิ่งอำเภอละอุ่น (สมัยนั้น) และเช้าบรรพชาอุปสมบทเป้นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา

ตั้งแต่บัดนั้น (พระอุปัชฌาย์ที่ให้การอุปสมบทท่านชื่ออะไร ข้าเจ้าจำไม่ได้เพราะท่านเล่าให้ฟังตั้งแต่ข้าพเจ้า อายะเพียง ๙ ขวบ)

ชีวิตในเพศบรรพชิต เมื่อท่านได้บรรพชาอุปสมบทในพระพุทะศาสนา ณ วัดละอุ่นเหนือแล้วท่านก็ได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน พระไตรปิฎก ปฏิบัติธรรมวินัย เพื่อความสงบแห่งจิตใจท่านเล่าว่าได้เคยเดินธุดงค์ข้ามไปยังประเทศพม่าเพื่อแสวงหา ความรู้เพิ่มเติมและนมัสการพระบรมธาตุชะเวดากอง และจำพรรษาอยู่ในประเทศพม่า จนท่านพูดภาษาพม่าได้อย่างคล่องแคล่ว

เมือเดินทางกลับประเทศไทย และจำพรรษาอยู่ที่วัดละอุ่นเหนือ จนได้ 8 พรรษา ท่านได้ระลึกถึงโยมบิดา โยมมารดา ญาติพี่น้อง และบ้านเกิดเมืองนอนที่ตะโก เพราะท่านได้จากไปตั้งแต่ อายุ 17 ปีจนบรรพชา อุปสมบท แล้ว ถึง 8 พรรษา ไม่เคยย่างกรายกลับมาบ้านเลย เมื่อกลับมาถึงตะโก เยี่ยมโยมพ่อ โยมแม่ ฐาติพี่น้องพอสมควรแก่เวลา ท่านก็จะเดินทางกลับ

ไปวัดตะโกนอกเพราะขณะนั้น เป็นวัดร้างอยู่ ท่านขัดความตั้งใจจริงของโยมพ่อ โยมแม่ และพี่น้องไม่ได้จึงต้องอยู่จำพรรษา

ที่วัดตะโกนอก ตามคำขอร้อง เมื่อท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดตะโกนอก ท่านก็ได้พัฒนาหมู่บ้าน และพัฒนาด้านการศึกษาของ อนุชนในหมู่บ้าน โดยการสร้างโรงเรียนประชาบาล ขึ้นที่วัดตะโกนอก (ปัจจุบัน วัดตะโกนอกเป็นวัดร้าง และโรงเรียนก็ย้ายไปสร้างที่โรงเรียนวัดผุสดีภูผาราม)ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดตะโกนอก จนได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส และเป็นเจ้าคณะแขวง (ตำบล)ตะโก จนถึง พ.ศ. 2478 ท่านได้รับนิมนต์จากชาวบ้านท่า เพราะที่วัดท่าได้ว่างเจ้าอาวาส เนื่องจากพระอธิการพัน อินทสุวณโณ เจ้าอาวาสวัดท่ารูปเดิมได้มรณภาพลง

ท่านจึงมาจำพรรษา เป็นเจ้าอาวาสวัดท่าสุธาราม จนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต เมื่อวันพุธ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๘ ตรงกับ วันที่ ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๗

วัดท่าสุธารามก่อนที่ท่านจะได้ติดตามประวัติชีวิต หลวงพ่อดำ จนฺทสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าสุธารรามต่อไป

ขอย้อนกล่าวประวัติความเป็นมาของวัดท่าสุธารม ตามที่พอจะสืบทราบได้เพียงน้อยนิด เสียก่อน เพื่อจะได้เชื่อมโยงกับชีวประวัติหลวงพ่อดำต่อไป

วัดท่าสุธาราม แต่ก่อนนั้น เรียกชื่อว่า ” วัดหัวท่า ” ตามที่ผู้เฒ่าผู้แก่ในสมัยก่อนได้เคยเล่าให้ฟังว่าวัดหัวท่า เป็นท่าจอดเรือของชาวบ้านที่สัญจรไปมา หรือนำสินค้าจากต่างเมืองมาขายในละแวกบ้านท่าเพราะสมัยก่อนการคมนาคมที่สะดวกที่สุมีแต่ทางเรือเท่านั้น เนื่องจากที่วัดท่ามีลำคลองที่ใหญ่ และยาวที่สุดในตะดกไหลผ่าน คือ “คลองเพรา” เมื่อคนต่างถิ่นที่เดินทางมาบ้านท่าตะดก จะต้องมาจอดเรือที่หน้าวัดท่า(ในสมัยข้าพเจ้าเป็นเด็กยังจำได้ว่า มีเรื่อใบสามหลักมาจอดส่งสินค้าที่หน้าวัดท่า พวกทำไม้ซุงก็ใช้คลองเพราะแห่งนี้ ล่องไม้ซุงไปโรงเลื่อยปากน้ำตะโก มิใช่ตื้นเชินเหมือนทุกวันนี้ ) ต่อมาชื่อ “วัดหัวท่า”

ได้เพี้ยนไปคงเหลือแต่คำว่า “วัดท่า” และได้มาเพิ่มชื่อเป็น “วัดท่าสุธาราม” เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๔วัดหัวท่า หรือวัดท่า หรือวัดท่าสุธาราม สร้างเป็นวัดขึ้นมาสมัยใดไม่มีมีใครอาจทราบได้แน่ชัด ข้าพเจ้า เคยถามคนแก่ ๆ ที่มีอายุ ๙๐ ปี ขึ้นไป ก็ไม่อาจทราบได้ รู้แต่เพียงว่าเมื่อเขาเติบโตขึ้นมาก็มีวัดท่าแห่งนี้แล้ว เพียงแต่พอทราบเป็นเลา ๆ ว่าเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดท่ามีชื่อว่า”พ่อท่านปลิ้น” พื้นแพเดิมเป็นคนนครศรีธรรมราช ต่อมาจากพ่อท่านปลิ้น ก็มีเจ้าอาวาส อีกรูปหนึ่งซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “พ่อคุณ” เป็นพระอุปัชฌาย์ ด้วย ไม่ทราบว่าท่านพ่อคุณเป็นคนที่ไหน เป็นเจ้าอาวาสกี่ปี ไม่มีใครยืนยันแน่ชัด ต่อมามีเจ้าอาวาสอีกรูปหนึ่งมีชื่อว่า “พระครูแดง” เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านไปเสียชีวิตในทะเล เมื่อคราวเดินเข้าบางกอกโดยทางเรือ ได้ถูกพายุเรือล่ม ท่านเสียชีวิตในทะเล ชาวบ้านจึงเรียกนามท่านในสมัยต่อมาว่า “หลวงพ่อแดงตกเล”ต่อจากหลวงพ่อแดง ไม่มีเจ้าอาวาสอยู่อีก วัดท่าจึงกลายเป็นวัดร้าง ระยะหนึ่ง

จนถึงสมัยพระอธิการขำ ปุญมณี ได้มาจำพรรษาบูรณะซ่อมแซม ก่อสร้างวัดท่าขึ้นใหม่ อีกครั้ง ท่านได้สร้างศาลาธรรมขึ้น และเปิดสอนหนังสือให้แก่อนุชนในหมู่บ้านเท่าที่จำเป็นครั้งแรกนักเรียนรุ่นแรก ที่ข้าพเจ้า พอจะทราบจากการบอกเล่าของคุณพ่อ ที่ข้าพเจ้า จำได้มี นายเกตุ อารีย์ นายแดง (หมื่นรักษ์บุญร่วม) นายคลิ้ง ฐิตะฐาน (หลวงวิศลวิธีกัลป์) โดยพระอธิการขำ เป็นครูสอนเอง ต่อมามี ครูวรรณ พรหมจรรย์ เป็นครูสอนอีกคนหนึ่ง

พระอธิการขำ ปุญมณี ท่านมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในด้านการศึกษา ท่านเห็นว่าที่ดินของวัดท่ามีน้อย คงไม่เพียงพอกับการขยายการศึกษาในกว้างขวางชึ้นได้ ท่านจึงได้ไปจับจองที่ดินที่ใกล้วัดควน ไว้เป็นที่สำหรับสร้างโรงเรียนโดยเฉพาะ จำนวน ๑๐๐ ไร่ (ปัจจุบันยังเหลือเพียง ๗๓ ไร่) ท่านได้เล็งเห็นการณ์ไกลว่าต่อไปภายหน้าการศึกษาจะต้องกว้างไกลขึ้น ต้องใช้สถานที่มากพอสมควร ในการที่จะขยับขยาย อาคารเรียนออกไปแต่ท่านยังไม่ทันที่จะขยับขยายอาคารเรียนใหม่ ท่านก็ได้ มรณภาพเสียก่อน ที่ดินของวัดควนเสาธง หมู่ ๙ ตำบลตะโก จึงเป็นทิ่ดินสำหรับโรงเรียนวัดท่าสุธารามมาถึงปัจจุบันนี้เมื่อ พระอธิการขำ ปุญมณี เจ้าอาวาสวัดท่าในสมัยนั้นมรณภาพลง วัดท่าจึงว่างเจ้าอาวาสอีกวาระหนึ่งชาวบ้านท่าจึงได้พร้อมใจกันไปนิมนต์ พระอธิการพันอินทสุวณโณ ซึ่งจำพรรษาอยู่ทีวัดแหลมปอ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ มาเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าต่อไป พระอธิการพัน อินทสุวณโณ ได้ปรับปรุงซ่อมแซมเสนาสนะที่ชำรุดทรุดโทรม เช่น ศาลาโรงธรรม โรงอุโบสถ กุฏิ และริเริ่มสร้างอาคารเรียนโรงเรียนวัดท่าชึ้นในที่ดินของชาวบ้านใกล้วัดทางด้านทิศใต้ ซึ่งมีจิตศรัทธา อุทิศเป็นที่สร้างอาคารเรียนโรงเรียน สร้างเสร็จ และเปิดทำการสอน เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๔ (ในที่ซึ่งอาคารเรียนโรงเรียนชุมชนวัดท่าสุธารามปัจจุบัน อันมีต้อนมะขามเฒ่าเป็นสัญลักษณ์ )แต่การสร้างอุโบสถของท่านยังไม่ทันเสร็จสมบูรณ์ ท่านก็มรณภาพเสียก่อน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗รวมระยะเวลาที่พระอธิการพัน มาจำพรรษาอยู่ที่วัดท่า เป็นระยะเวลา ๑๗ ปีเมื่อ พระอธิการพัน อินทสุวณโณ มรณภาพลง วัดท่าก็ว่างเจ้าอาวาสอีกครั้ง บรรดาชาวบ้านท่าจึงได้ยกขบวนกันไปนิมนต์ พระอธิการดำ จนฺทสโร ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดตะโกนอกมาเป็นอาวาส ต่อไป

เมื่อท่านได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดท่า ท่านก็ได้ดำเนินการสานต่อในการสร้าง อุโบสถสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ท่านได้พัฒนาวัดวาอาราม ให้มีความเจริญ รุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ ทั้งทางด้านวัตถุ และพัฒนาจิตใจของชาวพุทธ ให้มีความแจ่มแจ้งขึ้น ในสมัยที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าท่านได้รับความเคารพนับถือจากชาวบ้านทั้งใกล้ และไกลเป็นอย่างมาก จะสังเกตได้จากเวลาที่วัดท่ามีการมีงานวัด หรืองานเทศกาลต่างๆ ประชาชน ทั้งบ้านใกล้บ้านไกลจะมาร่วมงานกันอ่างล้นหลามโดยไม่ต้องกะเกณฑ์ เพียงแต่ขอให้รู้ว่า วัดท่าจะมีงานเท่านั้น เขาจะแห่แหนกันมาช่วยเหลือทันที สำหรับตัวท่านมีสัมมาปฏิบัติที่สูงส่ง มีพร้อมทั้งเมตตา กรุณา และวางอุเบกขา เพราะบุญบารมีที่ท่านบำเพ็ญมาตลอดนี้เอง จึงทำให้ท่าน “ศักดิ์สิทธิ์” ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ โอยเฉพาะความมี “วาจาสิทธิ์” ของท่านทำให้ผู้รับฟังเคารพนับถือมาก เพราะถ้าพุดอะไรออกไป มักจะเป็นจริงตามคำพูดของท่าน ดังตัวอย่างที่จะหยิบยกมาให้ท่านรับทราบเป็นบางเรื่องดังนี้ด้านวาจาสิทธิ์

เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ หรือสงครามมหาเอเซียบูรพา ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ฝ่ายทหารญี่ปุ่นอันเป็นลูกจักรพรรดิ์หวังจะครองโลก ได้ยกพลขึ้นบกประเทศไทย เพื่อขอผ่านทัพไปตีพม่า มาเลเซีย สิงคโปร์ ประเทศไทยซึ่งมีกำลังน้อยจะต้านทานไม่ไหว จึงยอมเป็นพันธมิตร ฝ่ายสัมพันธมิตรตรงกันข้ามอันมีอเมริกาเป็นพี่เบิ้ม ได้ตามล้างตามผลาญทหารญี่ปุ่นไปทุกหัวระแหง โดยการทิ้งระเบิดตัดเส้นทางคมนาคม และจุดที่ตั้งของกองทหารญี่ปุ่น ที่ตำบลตะโก โดนทิ้งระเบิดสะพานโค้ง เมื่อ เดือน ธันวาคม ๒๔๘๘ ที่วัดท่าก็มีกองทหารญี่ปุ่นมาตั้งกองร้อยอยู่ด้วยทำให้เป็นที่หวาดกลัวของชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง เพราะวัดอยู่ห่างจากจุดยุทธศาสตร์ เพียง ๕๐๐ – ๖๐๐ เมตรเท่านั้น ชาวบ้านได้นิมนต์ให้หลวงพ่อหลบภัยสงครามไปอยู่ที่อื่นเสียก่อน แต่ท่านไม่ยอมไป และบอกว่า “ที่วัดท่าอย่าว่าแต่ลูกระเบิดเลย แม้แต่สะเก็ดระเบิด หรือลูกปืนจะไม่ถูกสิ่งใดให้ได้รับความเสียหาย พวกเจ้าจงหลบไปก่อนเถิด เพื่อความปลอดภัย เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ไม่ต้องห่วงข้า” และก็เป็นจริงอย่างที่ท่านบอก เมื่อเครื่องบินพันธมิตรมาทิ้งระเบิดสะพานโค้งรถไฟ และยิงกราดด้วยปืนกลอากาศ เพื่อฆ่าพวกทหารญี่ปุ่นสะเก็ดระเบิด หรือลูกปืนไม่เคยพลัดตกลงในวัดเลย ส่วนบ้านใกล้วัดโดนกันหมดทุกบ้าน(แม้แต่บ้านข้าพเจ้าก็ถูกสะเก็ดระเบิด และคมลูกปืนพรุนไปหมดทั้งบ้าน)เมื่อชาวบ้านได้เห็นอภินิหารเช่นนั้น เมื่อเครื่องบินมาโจมตีครั้งหกลังๆ ก็แห่กันมาหลบภัยกันอยู่ในวัดแม้แต่ทหารญี่ปุ่นเองก็แห่กันมาหลบภัยกันอยู่ในวัดเช่นกันด้านการวางเฉย หรืออุเบกขา ตามที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วว่าท่านมีปฏิปทาในอุเบกขาญาณ หรือความวางเฉยในเหตุการต่างๆเกือบทกกรณี มีอยู่วันหนึ่งพระครูวิชัยธารโสภณ(สมณศักดิ์)ในสมัยนั้นซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดต้นกุล หลังสวน ได้เดินทางมาหาท่านที่วัดท่า จะเป็นเพราะเหตุใดไม่อาจทราบได้พระครูวิชัยธารโสภณ ได้ท้าหลวงพ่อให้นอนแข่งกันว่าใครจะนอนได้นานที่สุด โดยมีกติกาว่า เมื่อเริ่มนอนแล้วจะไม่ลุกขึ้นนั่งหรือยืนเดินทุกอย่าง ภัตตาหารก็ไม่ต้องฉัน ถ่ายหนักหรือถ่ายเบาไม่เอาทั้งนั้นถ้าใครลุกก่อนถือเป็นแพ้ หลวงพ่อถามพระครูวิชย ว่า”ท่านจะทนได้หรือ” พระครูวิชัย ตอบว่า ” ก็ลองดูกันก่อน” หลวงพ่อจึงตอบตกลง เมื่อฉันภัตตาหารเช้าเรียบร้อยแล้วก็เริ่มนอนจะหลับหรือตื่นไม่สำคัญ ขอให้นอนอย่างเดียว ผลปรากฏออกมาว่าพระครูวิชัยธารโสภณนอนได้ ๒ วัน กับ ๑ คืนเท่านั้นก็ยอมแพ้ ส่วนหลวงพ่อนอนได้ ๓ วัน ๓ คืนโดยอาหารไม่ตกถึงท้อง ถ่ายหนักถ่ายเบาไม่ต้องถ่ายมีอยู่อย่างเดียวที่ท่านขาดไม่ได้คือ หมาก และข้าพเจ้าเป็นผู้จีบหมาก จีบพลูถวายท่านเป็นระยะ เมื่อท่านต้องการ พระครูวิชัยฯ ลุกขึ้นกราบและสารภาพว่า” กระผมยอมแพ้ครับ” หากเป็นคนธรรมดาอย่างเราท่านๆจะทำได้ไหม นอนเฉยๆ ไม่กิน ไม่ถ่าย ไม่ลุก ข้าพเจ้าเชื่อว่าผู้ที่ไม่เคยฝึกปฏิบัติญาณสมาบัติคงจะทำไม่ได้ แต่หลวงพ่อทำได้ทางด้านการอยู่ยงคงกระพัน รั้งหนึ่งทางข้าราชการได้ประกาศให้ทุกคนฉีดวัคซีน ป้องกันอหิวาตกโรคเนื่องจากโรคอหิวาระบาดเกือบทั่วประเทศ แม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้าก็ไม่เว้น หมอจะออกบริการฉีดวัคซีนตามที่ต่างๆ เช่น โรงเรียน สถานีรถไฟ ซึ่งสมันนั้นต้องอาศัยทางรถไฟทางเดียววันนั้นข้าพเจ้าจำได้ว่า หลวงพ่อได้ไปสถานีรถไฟ เพื่อจะเดินทางไปวัดขันเงิน หลังสวน ระหว่างที่ไปรอรถไฟอยู่นั้น เจ้าหน้าที่อนามัยเขาก็บริการฉีดวัคซีนให้แก่ทุกคน ทีจะไปขึ้นรถไฟ เมื่อถึงคิวหลวงพ่อ หมอปักเข็มลงไป กดเท่าไหร่ก็ไม่เข้า จนเข็มหักหมอตกใจ แต่ยังสงสัยว่าเข็มเล่มนั้นคงจะไม่คม จึงเปลี่ยนเข็มใหม่ที่ยังไม่เคยใช้เลย ผลปรากฏว่า ปักไม่เข้าหมอยกมือไหว้แล้วถามว่า “จะทำอย่างไรหลวงพ่อ” หลวงพ่อจึงพยักหน้าแล้วบอกว่า “ฉีดเถอะ”พอหมอปักเข็มฉีดใหม่ก็ฉีดได้เหมือนบุคคลทั่วไป ตามที่เล่ามานี้พอเป็นอุทาหรณ์แห่งปาติหาริย์ของหลวงพ่อ ที่ข้าพเจ้าได้ประสบมากับตนเองและยังมีอีกหลายเรื่อง

ในปาติหารย์ของท่านแต่จะไม่เล่าในที่นี้เพราะเนื้อที่จำกัดในบั้นปลายของชีวิต ของหลวงพ่อดำ จันทสโร ท่านได้ปล่อยวางหมดทุกสิ่งทุกอย่างการบริหารภายในวัด ท่านมอบให้พระปลัดสุพิย์ สิริมงคโล(สมัยนั้น) เป็นผู้บริหารรับภาระธุระในการพัฒนา ทั้งภายใน และภายนอก และหลวงพ่อดำ ท่านมีโรคประจำตัวอยู่อย่างหนึ่ง คือ โรคกระเพาะอาหาร ท่านต้องฉันภัตตาหารที่อ่อนๆ และเหลวๆอยู่เป็นประจำ เช่นข้าวต้ม ท่านเคยบอกข้าพเจ้าว่า “วิชาเกี่ยวกับมนต์คาถา หรือไสยเวทย์ อิทธิฤทธิ์อิทธิเดช ถ้าไม่จำเป็นอย่าเรียนหรือฝึกฝนเลย เพราะเป็นของร้อนทำกินไม่เกิด ดูเช่นหลวงพ่อนี้ดีแต่เป็นพระ ถ้าเป็นฆราวาส คงไม่มีหลักแหล่งจะอาศัย เพราะคนที่ศึกษาทางนี้จะเป็นคนใจร้อนมุทะลุดุดันเก่งกว่าใครเข แล้วจะเอาตัวไม่รอด” สำหรับอุปนิสัยโดยทั่วไปของหลวงพ่อดำท่านเป็นคนชอบเด็กๆโดยเฉพาะเด็กๆจะเห็นได้ว่าในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่หลวงพ่อท่านจะเรียกเด็กนักเรียนมาและแจกขนมให้ทานในตอนกลางวันเป็นประจำ สิ่งที่ท่านชอบฉันมากที่สุดคือขนมเปีย และเสียงประทัด ส่วนการละเล่นพื้นเมืองท่านชอบคือ มโนราห์ ฉะนั้นบรรดาชาวบ้านขอให้ท่านช่วยเหลือ มักถวาย ขนมเปีย และเสียงประทัด เป็นประจำตั้งแต่ท่านมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ แม้ท่านมรณภาพไปนานแต่ดวงวิญญาณของท่านก็ยังเป็นที่พึ่งทาง ใจของพวกเราชาวตะโกและคนที่ไปสักการะ กิตติศัพท์ของทลวงพ่อได้ลือกระฉ่อนไปไกลแม้แต่เมืองฝรั่ง ยังรู้กิตติศัพท์ความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน

ชีวประวัติของหลวงพ่อดำ จันทสโร ตามที่ข้าพเจ้าได้เก็บรวบรวมและเรียบเรียงไว้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่รุ่นต่อๆไป

ท่านผู้อ่านที่มีเกีรติทุกท่านที่ได้อ่านชีวประวัติของหลวงพ่อดำ จันทสโร ที่ข้าพเจ้าได้เรียบเรียงไว้ทังหมดนั้น มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น(ชีวประวัติของท่านน่าศึกษาอีกมาก) เนื่องจากข้าพเจ้าได้เขียนมาจากคำบอกเล่าของหลวงพ่อบวกกับความทรงจำของข้าพเจ้า ที่ได้ประสบพบเห็นได้ด้วยข้าพเจ้าเอง ในขณะที่ได้มารับใช้หลวงพ่อในชีวิตบั้นปลายของท่าน ซึ่งในขณะนั้นท่านก็ชรามากแล้ว อาจจะขาดตกบกพร่องอยู่บ้างในบางส่วน ก็ต้องขออภัยไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย

เขียนโดย ประสงค์ บุญร่วม

เรียบเรียงโดย อ้น ระโนด

Renault Grand Scenic

All-New-Renault-Grand-Scenic-7899444

ตลาดรถยนต๋มินิแวนค่อนข้างจะไปได้สวยกว่ารถเอสยูวีด้วยซ้ำ นับเป็นตลาดดาวรุ่งที่น่าจับตาของหลายๆค่ายรถยนต์ก็ว่าได้ ถ้าวิเคราะห์แล้วสังคมในปัจจุบันโดยเฉพาะสังคมในเมืองเริ่มมีพื้นที่ในการใช้รถยนต์แคบลงเรื่อยๆทำให้เอสยูวีมีบทบาทน้อยลง รถยนต์ขนาดเล็กมีคนให้ความสนใจมากขึ้นจึงไม่แปลกเลยว่ามินิแวนเป็นอีกทางเลือกของคนในเมือง Renault Grand Scenic อีกหนึ่งจุดขานที่ชัดเจนมากๆคือการออกแบบเน้นความสวยหรูสไตล์ Renault พร้อมล้อขนาด 20 นิ้ว โดยตัวถังมีความยาวกว่า Scenic รุ่นมาตรฐาน 24 เซนติเมตร มีพื้นที่ห้องสัมภาระมากถึง 718 ลิตรในรุ่น 5 ที่นั่งซึ่งก็มากกว่า Scenic ปกติที่มีความจุแค่ 222 ลิตร ฐานล้อยาวมากกว่า D-Segment ถึง 2,804 มิลลิเมตร พร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2 รุ่นได้แก่ Energy TCe 115/130 เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ เครื่องยนต์ดีเซล 5 รุ่นได้แก่ Energy dCi 110, dCi 110 Hybrid Assist , Energy dCi 110 EDC เกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ, Energy dCi 130 , Energy dCi 160 EDC เกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 6 จังหวะ Renault Grand Scenic ยกระดับความปลอดภัยด้วยระบบเบรกอัตโนมัติที่ ตรวจจับคนเดินถนนได้ที่ความเร็วระหว่าง 7 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจนถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง , ระบบควบคุมรถให้ตรงเลนในช่วงความเร็ว 70-160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงพร้อมระบบควบคุมพวงมาลัยให้ตรงเลนอัตโนมัติ, ระบบตรวจจับอาการเมื่อยล้าของผู้ขับขี่ที่ความเร็ว เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง